อยากเหาะได้ไหม
2 มิถุนายน 2562

คำถามยอดฮิต ทุกยุคทุกสมัย คือคำถามที่ผู้ใหญ่ชอบถามเด็กๆว่า โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร เด็กไทยอาจจะตอบอาชีพใกล้ตัว แต่ยังไม่มีใครทำโพลกันเป็นเรื่องเป็นราว ถ้างั้นลองไปดูของเด็กมะกันดู ว่าเขาวาดฝันอย่างไรกันบ้าง


อันดับหนึ่งของเด็กอเมริกันที่อยากจะเป็นกันมาก คือ นักกีฬาอาชีพ เช่น ไทเกอร์ วูดส์ อาจจะเห็นว่าดังดี แถมมีตังค์ใช้เยอะ เฉือนอันดับสองและสามขาดลอย เพราะเป็นอาชีพที่เด็กผู้หญิงอยากเป็นมากกว่าเด็กผู้ชาย คือคุณหมอ และครู ตามมาด้วยอาชีพที่เด็กชายชอบ เพราะเหมือนเป็นฮีโร่ คือ นักผจญเพลิง


ยังมีอีกสามอาชีพที่เด็กอเมริกันชอบ ติดอันดับท็อปเทนกับเขาด้วย คือ นักวิทยาศาสตร์ ที่เด็กหญิงชอบมากกว่า ส่วนเด็กชายชอบวิศวกร และ "มนุษย์อวกาศ"


ใช่แล้วครับ หนึ่งในท็อปเทน ของฝันเด็กอเมริกัน คือ อยากลอยได้เป็นมนุษย์อวกาศ และเชื่อว่า เด็กๆทั่วโลกอีกเป็นจำนวนมากที่ฝันอยากจะลอยได้หรือเหาะได้


บางคนอาจจะคิดว่า ผมสรุปเร็วไปหน่อยรึเปล่า แต่ผมมีพยานวัตถุสนับสนุนความคิดนะครับ นั่นก็คือ กระดานลื่นไง เพราะทุกสนามเด็กเล่นและสวนสนุก รวมทั้งที่สวนน้ำด้วย จะต้องมี ยิ่งสูงก็ยิ่งเสียว เพิ่มความสนุกขึ้นไปอีก


สิ่งที่คล้ายกัน แต่ทำสำหรับผู้ใหญ่ คือการโดดรูดไหลลื่นลงมาตามลวดสลิงคล้องกับสายรัดตัวจากหอสูง ที่เรียกว่าโดดหอ เรียกว่า เพิ่มความเสียวให้สุดๆไปเลย แต่ถ้าใครที่แพ้ความสูง ก็ต้องถอยทัพ ขอกลับมาเป็นกองเชียร์


ความเสียวสนุก ที่เด็กโหยหา ก็คือ สภาพไร้น้ำหนัก เหมือนลอยได้ ซึ่งเกิดจากการตกลงมาด้วยแรงดึงดูดของโลก (free fall) นั่นเอง


การโดดน้ำลงสระนี่ก็เหมือนกัน จะรู้สึกได้ถึงสภาพไร้น้ำหนักได้แป๊บหนึ่ง เด็กบางคนอยากได้ความรู้สึกนี้นานหน่อย สระบางที่ก็จะมีแผ่นกระดานกระโดด (spring board) ไว้ให้โดดเล่น มีทั้งแบบสูงน้อยและสูงมาก แต่น้ำต้องลึกพอ ไม่งั้นถ้าพุ่งลงจนหัวถึงพื้น อาจจะคอย่นได้ เดือดร้อนคุณหมอต้องไปหาเฝือกสวมคอ กลายเป็นนีลอาร์มสตรอง ถ้าเป็นเด็กชนบท ก็จะปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ขึ้นไปบนสะพานข้ามแม่น้ำ เพื่อจะโดดลงมา และแน่นอนว่าต้องว่ายน้ำแข็งด้วย ต่างประเทศเขาก็มีที่เล่นหวาดเสียวประกอบวิวสวยๆประเภทนี้ด้วย เช่นการโดดหน้าผาลงน้ำที่ Acapulco Cliff เม็กซิโก


ถ้าไม่อยากเปียก แต่อยากรู้สึก free fall อย่างนี้เหมือนกัน ก็ต้องเล่น บันจี้จั๊มพ์ โดยเอาสายยืดรัดข้อเท้าไว้ แล้วโดดงมาจากสะพานสูง เช่นที่นิวซีแลนด์ และถ้าอยากจะให้ความรู้สึกการตกอย่างอิสระ หรือ free fall นี้นานขึ้นไปอีก ต้องไปสมัครเป็นนักโดดร่มดิ่งพสุธาสิครับ ได้มันกันแน่


แต่การตกเข้าหาพื้นโลกนี้ ความเร็วมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะหยุดทันที คือกระแทกพื้น - ก็เละสิครับ


จึงต้องมีการค่อยๆเบรคให้ช้าลง เช่นการโดดน้ำ ก็อาศัยน้ำเป็นตัวช่วยเบรค โดดบันจี้จั๊มพ์ก็ใช้สายยางยืด ส่วนโดดร่มดิ่งพสุธา ชื่อก็บอกแล้วว่าใช้ร่มเป็นตัวเบรค


แต่ที่หวาดเสียวที่สุด คือกรณีของคุณ Luke Aikins หนุ่มอเมริกันที่โดดดิ่งพสุธาลงมาจากเครื่องบิน จากความสูง 25,000 ฟุต โดยไม่มีร่ม ฟังไม่ผิดหรอกครับ ไม่มีร่มจริงๆ เพราะเขาใช้แผ่นยืดๆรองรับไว้ที่พื้นดิน - crazy! ลองคิดดูว่า ถ้าพลาดเป้าไปนิดเดียว จะเกิดอะไรขึ้น คนที่เฝ้าดูกันเยอะแยะนั้น คงจะเปลี่ยนจากเฮ เป็นฮือ แต่ที่แน่ๆ คงไม่มีบริษัทประกันชีวิตที่ไหนยอมทำธุรกิจกับหนุ่มคนนี้ด้วยหรอกนะ


ครับ - คนเราอยากลอย แต่ก็กลัวความสูง เพราะจินตนาการไปว่า ยิ่งสูง ยิ่งตกเจ็บ อันตรายมากขึ้นไปอีก


ถ้าอยากจะลอย โดยไม่ต้องกลัวตก ก็ต้องลอยในน้ำ เช่นพวกที่เรียนดำน้ำ เขาจะมีการปรับแรงลอยตัวและน้ำหนักถ่วงให้สมดุลพอดี ทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับล่องลอยไป


องค์การนาซ่า ก็ใช้ระบบนี้แหละ ในการฝึกนักบินอวกาศ โดยสร้างถังน้ำขนาดยักษ์ขึ้น และสร้างสถานีอวกาศจำลองอยู่ใต้น้ำ เพื่อใช้ฝึกให้มีการลอยตัวอย่างสมดุลในห้องแลป (Neutral Buoyancy Laboratory : NBL) อยู่ใกล้ๆกับ ศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ที่เมือง Houston รัฐเท็กซัส


แต่ที่จริง การลอยอยู่ในน้ำนี้ ก็ไม่เหมือนการลอยในอวกาศเสียทีเดียว คนภายนอกมองดูว่าคล้ายๆกัน แต่คนที่สวมชุดมนุษย์อวกาศไปลอยอยู่ในน้ำนั้น ยังรู้สึกถึงแรงดึงดูดของโลกอยู่ แต่มีชุดที่สวมรองรับไว้ ยิ่งเวลาเอาหัวลงจะยิ่งรู้สึกชัดเจนมาก ที่สำคัญ การเคลื่อนไหวในน้ำ จะช้า เพราะถูกน้ำหน่วงไว้ ลองนึกถึงการเดินธรรมดากับเดินลุยน้ำสิครับ


ทางเดียวที่จะทำให้เหมือนอยู่ในอวกาศ คือต้องตกลงมาด้วยแรงดึงดูดของโลก คือ free falling อย่างเดียว


อันที่จริง มนุษย์อวกาศที่ลอยอยู่นั้น ก็กำลังตกลงมาด้วยแรงดึงดูดของโลกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเขากำลังเคลื่อนที่โคจรรอบโลกอยู่ด้วย นึกถึงภาพคุณนิวตันถูกลูกแอปเปิลหล่นใส่หัวก็ได้ ลูกแอปเปิลไม่มีความเร็วด้านข้าง จึงหล่นตรงๆลงมา ถ้านิวตันคว้าแอปเปิลลูกนั้นขว้างออกไป ลูกแอปเปิลก็จะห่างออกไปและค่อยๆโค้งลงด้วยแรงดึงดูดจนตก แต่ถ้าลูกแอปเปิลติดบนหัวจรวด ถูกยิงออกไปอย่างแรง ถึงจุดๆหนึ่ง มันโค้งลงเหมือนกัน แต่ไม่ตกลงมาบนโลก เพราะมันจะโคจรรอบโลกแทน ถ้าแรงกว่านี้ก็จะลอยหลุดโลกไปเลย


ดังนั้น free falling จึงเป็นหัวใจของการลอยได้ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงนั้น กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้วยความเร็วสูงก็ตาม


ถ้าลิฟต์ถูกปล่อยลงมาอย่างรวดเร็วเหมือนลวดสลิงขาด คนที่อยู่ข้างใน จะรู้สึกถึงสภาพไร้น้ำหนัก เหมือนลอยได้เช่นกัน


ด้วยเหตุนี้ จึงมีกลุ่มนักธุรกิจหัวใส ทำทัวร์อวกาศชั่วขณะ ไว้บริการลูกค้าที่อยากลอยได้มาสัมผัสประสบการณ์ โดยไม่ต้องออกไปในอวกาศจริง คือไม่ได้ใช้จรวดยิงออกไป แต่ใช้เครื่องบินธรรมดานี่แหละ บินให้ถึงระดับสูงๆหน่อย แล้วก็ปล่อยลดระดับวูบลงมา แล้วค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปใหม่ แล้วก็ปล่อยวูบลงมาใหม่ เพื่อให้เกิดสภาพไร้น้ำหนักซึ่งนาน 20-30 วินาที เช่น บริษัท Zero Gravity Corporation ขนาดคุณ สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) นักฟิสิกส์คนดัง ยังเคยไปลอยเมื่อปี 2007 เลยครับ และแน่นอนว่า องค์การนาซ่าย่อมไม่พลาดที่จะใช้ระบบนี้เพื่อฝึกนักบินอวกาศด้วย เช่น นักบินอวกาศของโครงการเมอคิวรี่ ก็ขึ้นไปฝึกกับเครื่อง C-131 Samaritan ซึ่งมีชื่อเล่นว่า "vomit comet" หรือดาวหางอ้วก เพราะนั่งเครื่องแบบนี้มีสิทธิอ้วกได้


คุณ John Yaniec ผู้เคยเป็นผู้อำนวยการโครงการวิจัยสภาพไร้น้ำหนัก (Reduced Gravity Research Program) ได้กล่าวว่า ผู้ที่ประสบสภาพไร้น้ำหนักแบบนี้ จะแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม คือ อ้วกมาก อ้วกน้อย และกลุ่มที่รอดไป ไม่เป็นอะไร หมายความว่า คนที่เจอแบบนี้ สองในสามอ้วกแน่!


เมื่อสามปีที่แล้ว มีอัลบั้มเพลงชุดที่สี่ของวงร้อคอเมริกันวงหนึ่ง คือวง OK Go หนึ่งเพลงดังในนั้นที่ตัดออกมาเป็นแผ่น single คือเพลง "Upside Down & Inside Out" มิวสิควีดีโอที่ทำออกมา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2016 เป็นภาพของกลุ่มนักร้อง กำลังร้องขณะที่ล่องลอยอยู่ในเครื่องบิน โดยมีไตเติ้ลนำหน้าไว้ว่า ...


"What you are about to see is real.

We shot this in zero gravity,

in an actual plane, in the sky."


คือเป็นการถ่ายทำในสภาพไร้น้ำหนักจริงๆ บนเครื่องบิน ให้เห็นข้าวของปลิวล่องลอย เหมือนอยู่ในอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แลปท้อป แทปเล็ต ลูกบอลเป็นโหล พร้อมด้วยลูกโป่งใส่สี จิ้มให้มันแตกกระจายเพื่อเพิ่มสีสัน รวมทั้งจ้างนักกายกรรมสาวมาเข้าฉากอีกสองคน คือ Tatyana Martynova และ Anastasia Burdina สวมชุดแอร์โฮสเตส ของสายการบินรัสเซีย "S7 Airlines" ที่ใช้ถ่ายทำนี่แหละ


โดยทั่วไป มิวสิควิดีโอจะทำขึ้นมาเพื่อโปรโมทเพลง แต่เพลงนี้กลับกันครับ เขาสร้างเพลงนี้ขึ้นมาทีหลัง เมื่อทีมงานได้มีโอกาสไปถ่ายทำมิวสิควิดีโอในสภาพไร้น้ำหนัก


ไอเดียเริ่มต้นเริ่มมาจากสมาชิกวง OK Go คนหนึ่งคือ Damian Kulash ที่อยากทำวิดีโอนี้มาตั้งแต่มีโฆษณาท่องเที่ยวไร้น้ำหนักของ SpaceX และ Vergin Galactic ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2012 เขากับน้องสาว Trish Sie ก็ได้มีโอกาสขึ้นไปบินไร้น้ำหนักกับ "Vomit Comet" ขององค์การนาซ่า (ไม่รู้ว่าอ้วกด้วยหรือเปล่า) แต่ประเมินว่า ถ้าจะขึ้นมาถ่ายทำวิดีโอ ท่าทางจะไม่สะดวก สุดท้ายไปเจอตัวแทนของสายการบินรัสเซีย (S7 Airlines) ที่ คานส์ เฟสติวัล ในฝรั่งเศส (Cannes Lions International Festival of Creativity) จึงได้เกิดงานนี้ขึ้นมาได้


เครื่องบินที่ใช้คือ IIyushin II-76 ซึ่งจะมีเวลาทิ้งตัวลงเป็นสภาพไร้น้ำหนักประมาณ 27 วินาที แล้วจึงไต่ระดับขึ้นไปใหม่ ความยาวเพลงนานสามนาที จึงต้องหั่นเพลงเป็นแปดท่อน แล้วบินขึ้นและปล่อยทิ้งตัวลงอย่างนี้หลายรอบในการถ่ายทำ เวลาบินจึงมากกว่า 45 นาที ของที่จะใช้โยนเข้าฉากก็ลองไปสารพัด ก่อนที่จะเลือกโยนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและแท็ปเล็ต ซึ่งมีทั้งหมวก รองเท้า หนังสือ และไพ่ รวมทั้งน้ำเปล่า เพราะทำความสะอาดง่ายดี แต่มันไม่มีสีสันฉูดฉาดเตะตา เลยต้องยอมเลอะโดยใช้น้ำสีใส่ลูกโป่ง และปลายนิ้วของนักร้องก็ต้องติดของแหลมไว้จิ้มลูกโป่งให้มันแตกได้ง่าย กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาบินหลายครั้ง (แพงนะ!) โดยมีทีมงานรวมทั้งนักบินและตากล้องด้วย ราวๆ 30 คน


แต่เขาบอกหลังไมค์ว่า … กว่าจะถ่ายทำเสร็จ ทีมงานอ้วกกันระนาวเลยครับ สองในสามตรงตามสูตรเป๊ะ !


... @_@ ...

Ref:
OK Go - Upside Down & Inside Out https://youtu.be/LWGJA9i18Co