พลังงานเสวนา
26 พฤษภาคม 2562

สืบเนื่องมาจากการสัมมนาเรื่องพลังงาน ที่ผมได้เขียนเล่าเหตุการณ์ช่วงเช้าไปแล้ว รุ่นพี่ที่เคารพของผม อยากให้ผมสรุปตอนบ่ายให้ฟังกันด้วย


ผมเป็นพวก Wednesday child เนื่องจากเป็นคนเดียวในกลุ่มพี่น้องที่มีครบทั้งพี่ชาย พี่สาว น้องชาย และน้องสาว จึงเติบโตมาด้วยการถูกหล่อหลอมให้ต้องมีการประนีประนอม (compromise) สูงมาก แล้วสิ่งที่อยู่ในใจล่ะ มีไหม ก็ต้องมีสิครับ ส่วนการจะแสดงออกมาหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


อย่างเช่นสถานการณ์ของการเสวนาเรื่องพลังงานในครั้งนี้ ช่วงเช้า เป็นเรื่องชี้แจง แถลงความจริง คือ "fact" ซึ่งเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ส่วนการเสวนาช่วงบ่าย คือ ความเห็น หรือ "opinion" ประเภท ท่านหนึ่งเห็นว่าอย่างนี้ แล้วอีกท่านหนึ่งเห็นว่าอย่างโน้น เสริมกันบ้าง เถียงกันบ้าง ว่ากันไป


ความเห็น เป็นสิ่งที่ดิ้นได้ เพราะ มันเป็นเรื่องของการจัดการมากกว่า เทียบตัวอย่างให้เห็นชัดเหมือนกับเรื่องพื้นๆ เช่น จะเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ จะไปด้วยรถยนต์ รถไฟ หรือนั่งเครื่องไปดี คำตอบก็แล้วแต่มุมมอง ว่าจะมองด้านไหน หรือจะพิจารณา เอา "fact" อะไรมาคิดเปรียบเทียบ


การรายงาน "fact" จึงสบายใจ เพราะความจริงก็คือความจริง แต่ความเห็น จะมี bias เพราะจะบวกกับความเชื่อเข้าไปด้วย และอย่าลืมว่า ความเชื่อ บางครั้งก็ไม่มีเหตุผล


ดังนั้น เวทีเสวนา จึงเต็มไปด้วยความเห็นต่าง แต่ไม่แน่นะ บางครั้งอาจจะได้พบลู่ทางที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็ได้


ผมเลยมาคิดว่า แทนที่ผมจะรายงานว่าแต่ละคนคิดว่าอย่างไร ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมจึงขอประนีประนอมด้วยการขอแจมด้วยดีกว่า ว่าผมคิดว่าอย่างไร ถึงแม้ว่าผมจะแย็บไปนิดหนึ่งในแบบสอบถาม แต่ก็เป็นเพียงแค่ประโยคเดียว อาจจะไม่เห็นภาพ ผมจึงขอใช้เวทีนี้ขยายความเสียเลย คือเรื่องของการเก็บกักพลังงานหรือ "energy storage" นั่นเอง


แปลกนะ เรื่องของพลังงานในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดการในปัจจุบัน ว่าจะทำอย่างไร หรือไปทางไหนกันดี กับเรื่องการเก็บกักพลังงาน ซึ่งก็เป็นเรื่องของการจัดการส่วนหนึ่งเหมือนกัน กลับแยกเรื่องกันคุย (ถ้าเสวนาแปลว่าคุยนะ ไม่ใช่เถียงกัน)


ที่ว่าแยกกันคุยก็เพราะ เรื่องของการเก็บกักพลังงาน ถูกแยกนำไปเสวนาต่างหากมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ในหลายเวที เช่นหัวข้อ "ทางเลือกพลังงานไฟฟ้าไทย ถ้าไม่พึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน" ของ TDRI เมื่อตอนต้นปี และ สัมมนาเชิงวิชาการ "ระบบสะสมพลังงาน (Energy Storage System): เทคโนโลยี การออกแบบ ควบคุม และประยุกต์ใช้งาน" ของ IEEE เมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา


หรือว่า กระแสรถไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) คงมาแรง ก็เลยมุ่งเน้นเรื่องแบตเตอรี่และระบบการชาร์จ เลยเจาะเฉพาะเรื่องมาคุยกัน ทั้งๆที่ แบตเตอรี่ เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของระบบการเก็บกักพลังงาน


ต้นปีที่แล้ว ทางมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI : Thailand Development Research Institute) ได้มีการทำรายงานโครงการศึกษาความเหมาะสมและแนะแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมสำรองไฟฟ้าสำหรับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ (Grid Energy Storage) อย่างละเอียด ไปหาอ่านกันดูได้ครับ จะได้รู้ว่า ระบบกักเก็บพลังงานนี้ มันไม่ได้มีแค่แบตเตอรี่นะ แต่กลายเป็นว่า คนรู้จักมันมากที่สุดในการที่จะทำหน้าที่เก็บกักพลังงาน เพราะเราคุ้นเคยกับมันมานาน เดี๋ยวนี้หลานผมที่เป็นเด็กตัวเล็กๆยังรู้วิธีชาร์จแบตเลย


ส่วนการเก็บกักพลังงานของระบบไฟฟ้าที่มีใช้กันมากที่สุดในโลกใบนี้ ทายกันซิว่าคืออะไร - ระบบพลังน้ำสูบกลับครับ ของไทยเราก็มี ที่เขื่อนศรีนครินทร์ หน่วยที่สี่ นั่นไง ช่วงคนใช้ไฟเยอะ ก็ปล่อยน้ำจากเขื่อนบนลงมาที่เขื่อนล่าง เพื่อปั่นไฟจ่ายเข้าระบบ พอช่วงดึก คนใช้ไฟน้อย ก็ใช้ไฟจากระบบ สูบน้ำจากเขื่อนล่าง กลับขึ้นไปเก็บไว้ที่เขื่อนบน


เพื่อให้เข้าใจง่าย ถ้ารวมพวกของการเก็บกักพลังงานระบบต่างๆ น่ามีสัก 5 พวก ดังนี้คือ …


หนึ่ง พวกเชิงกล เช่นพลังน้ำสูบกลับที่กล่าวไปแล้ว แต่อย่างอื่น ที่บ้านเรายังไม่มี คือ flywheel ที่เอาพลังงานไปหมุนล้อหนักๆ จนเกิดความเฉื่อย เมื่อหยุดป้อนพลังงานมันก็ยังหมุนต่อ คายพลังงานออกมา เดี๋ยวนี้มีการพัฒนาลดแรงเสียดทานด้วยการจับมันมาหมุนในอวกาศ (พูดให้เว่อร์ไปหน่อย) ซึ่งที่จริงคือสูบอากาศออกในระบบปิด เพื่อให้เป็นสูญญากาศ จะได้ไม่เสียดทานกับอากาศ แถมด้วยระบบรองการหมุนไร้แรงเสียดทาน ด้วยการใช้แม่เหล็กดันให้ลอยขึ้นมา และอีกอย่างที่อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้าง คือการเอาพลังงานไปอัดอากาศเก็บไว้ พอจะใช้ก็ปล่อยอากาศแรงดันสูงออกมา ที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ ในอเมริกา มีโครงการทำการเก็บพลังงานศักดิ์ โดยเลียนแบบพลังน้ำแบบสูบกลับ แต่ในบริเวณที่ไม่มีน้ำจะให้สูบ จะทำยังไง - เขาเปลี่ยนของเหลวเป็นของแข็งครับ คือเปลี่ยนจากน้ำเป็นระบบราง ใช้พลังงานส่วนเกินยกของหนักขึ้นไปที่สูง และปล่อยลงมาเมื่อต้องการใช้พลังงาน เอ้อ!


เข้าท่าดี!!

สอง พวกความร้อน ซึ่งมีทั้งความร้อนที่อุณหภูมิเปลี่ยน (sensible heat) เช่นระบบเกลือหลอมเหลว และความร้อนที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแต่ phase เปลี่ยน (ของเหลว-ของแข็ง) ที่เรียกว่า ความร้อนแฝง (latent heat) เช่น การเอาพลังงานไปทำน้ำแข็งในตอนกลางคืน แล้วเอาน้ำแข็งนั้นมาช่วยระบบปรับอากาศในตอนกลางวัน


สาม พวกเคมี เช่น การเก็บพลังงานในรูปของก๊าซไฮโดรเจน


สี่ พวกไฟฟ้าเคมี ซึ่งเป็นพวกที่เราคุ้นที่สุด ก็แบตเตอรี่ไงล่ะครับ


และสุดท้าย พวกที่ห้า คือพวกไฟฟ้าล้วนๆ คือตัวเก็บประจุนั่นเอง เดี๋ยวนี้เขามีตัวเก็บประจุยิ่งยวด (super capacitor) ที่สามารถชาร์จได้เร็วกว่าแบตเตอรี่ธรรมดามาก บางทีเขาเอาไปใช้ร่วมกับ แบตเตอรี่ตะกั่วกรดธรรมดา กลายเป็นแบตเตอรี่พิเศษ (UltraBatterry) ไปซะยังงั้น


ผมสังเกตว่า ถ้าไม่นับพลังน้ำแบบสูบกลับ ที่ทำได้ยาก นอกจากที่เหมาะสมจริงๆ เรื่องระบบไฟฟ้าสำรองขนาดใหญ่นี้ หน่วยงานของรัฐบ้านเรา ยังปล่อยๆอยู่ ถึงแม้จะมีงบให้การวิจัยอยู่บ้าง แต่ก็จะเน้นในเรื่องพลังงานฐานเป็นหลัก โดยมีโต้โผคือกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฯ มีการแตะเรื่องระบบการเก็บกักพลังงานบ้าง ก็มีสัดส่วนไม่มาก อาจจะมองว่าเป็นส่วนย่อย แม้ในงานจริงก็มีนิดเดียว เช่นของ กฟผ. ซึ่งถ้าไม่นับระบบพลังน้ำสูบกลับที่กาญจนบุรี ก็มีแบตเตอรี่ที่แม่ฮ่องสอน ซึ่ง ถึงจะมีขนาด 4 เมกะวัตต์ แต่มีความจุเพียง 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง เท่านั้น คือเดินได้แค่ 15 นาที รวมทั้งที่กำลังจะเสนอขออนุมัติต่อไปที่ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และที่ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ จะเดินได้ 1 ชั่วโมงทั้งสองแห่ง แต่เมื่อเทียบกับความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (peak demand) ของประเทศ ซึ่งมากกว่า 28,000 เมกะวัตต์ แล้ว คนเรื่องเลย


ที่ระบบการเก็บกักพลังงานยังมีไม่มาก ก็เพราะมันไม่ใช่ของถูกน่ะสิครับ


แต่ผมกลับมองว่า ถ้าจะอุ้มระบบโรงไฟฟ้าทางเลือก อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่ามันก็แพงเหมือนกัน จนรัฐต้อง subsidize จ่ายค่า adder เพิ่มให้อย่างที่เคยเป็นมา ก็อุ้มระบบการเก็บกักพลังงานนี้เสียด้วยพร้อมกันไปเลยสิครับ ไหนๆจะอุ้มเด็ก ถ้าอุ้มคนเดียวเดี๋ยวตัวเอียงนะ อุ้มพร้อมกันสองคนซ้ายขวาจะได้เดินตัวตรงไง - ถ้าไหวนะ


ถ้าเป็นเช่นนี้ดังฝัน โรงไฟฟ้าทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นสายลมหรือแสงแดดที่วูบๆวาบๆ ก็จะมีการปรับแก้ชดเชยในตัว ด้วยระบบการเก็บพลังงาน เหมือนกับให้เข้ามาเป็น ปาท่องโก๋ หรือ pack คู่ เหมือนกับคนเราเดินยังต้องมีสองขาเลย จะได้ไม่ต้องให้การไฟฟ้าฯใช้โรงไฟฟ้าหลักมาช่วยปรับแก้อีก ให้เดินนิ่งๆไปเป็นระบบไฟฟ้าฐานน่ะดีแล้ว


นอกจากการเสวนาเรื่องอนาคตพลังงานที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปในคราวนี้ หลายคนอาจจะทราบแล้วว่า ยังจะมีอีกหนึ่ง event ที่กำลังจะมาถึง คือ การสัมมนาสรุปผลการจัดทำแผนภาพอนาคตพลังงานไทย 2562 ในวันที่ 23 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ โดยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนโดยสำนักนโยบายยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน


ไม่รู้ว่าเขาจะนำเสนอกันอย่างไร จะมีการเสนอแนวทางโครงการปาท่องโก๋อย่างนี้ด้วยไหม แพงน่ะแพงแน่ แต่ถ้าอยากได้บริการที่ดีก็ต้องจ่ายเพิ่มกันหน่อย ทั้งนี้ก็เพราะว่า…


พลังงาน เป็นของฟรีในจักรวาล แต่การจัดการ เป็นสิ่งที่ต้องซื้อหากันครับ


การจัดการเรื่องพลังงานพื้นฐาน ทำได้ง่ายกว่า จึงถูกกว่า ส่วนระบบการเก็บกักพลังงาน มักจะแพงกว่า จึงเกิดยากหน่อย


นึกไปนึกมา ถ้าผมทำอย่างนี้ในสมัยเรียน โดยหากได้รับมอบหมายงานให้เขียนสรุปย่อความ กลับมานั่งเขียนยืดยาวไปอีกอย่าง อาจารย์ภาษาไทยที่เคยสั่งงาน ให้ผมเขียนสรุปสงครามเวียดนามติดบอร์ดหน้าชั้นทุกสัปดาห์ จะทำยังไง ...


ผมคงถูกปรับตกสิครับ!


... @_@ ...

Ref:
https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2018/06/Grid-Energy-storage.pdf