น้ำกับไฟ
14 เมษายน 2562

กำลังเขียนเรื่อง "รดน้ำดำหัว" ให้เข้ากับเทศกาลสงกรานต์อยู่ดีๆ มีข่าวด่วนแทรกเข้ามาว่า ไฟไหม้ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 ย่านราชประสงค์ เลยเปลี่ยนหัวเรื่องให้เข้ากับสถานการณ์


คนที่อยู่ทางเหนือคงคุ้นเคยกับคำว่า "รดน้ำดำหัว" และรู้ว่าหมายถึงการ "อาบน้ำสระหัว" คำว่าดำหัวคือการสระผมนั่นเอง ส่วนการรดน้ำคือการอาบน้ำ น้ำที่ใช้รดหรืออาบเป็นน้ำส้มป่อย ต้นส้มป่อยเป็นไม้ยืนต้น กิ่งมีหนาม ใบคล้ายชะอม รสเปรี้ยว ชาวบ้านใช้ยอดอ่อนใส่แกงแทนมะนาว ฝักส้มป่อยมีกลิ่นรสเปรี้ยวฝาด คล้ายๆฝักกระถินเทศ มีสรรพคุณหลายอย่าง โบราณจึงถือเป็นพืชสมุนไพร มีการนำฝักแห้งมาลอยน้ำทำน้ำส้มป่อย ถ้าเชื่อถือมากหน่อยก็ต้องใช้ "ฝักส้มป่อยที่มี ๗ ข้อ ๗ ฝัก" ถ้าอาบน้ำพระสงฆ์ ก็จะเรียกว่า "สรงน้ำ" รวมเลยมาถึงพระพุทธรูปด้วย ที่เรียกว่า "สรงน้ำพระ" ที่เป็นกุศโลบายให้ชำระล้างองค์พระเสียที หลังจากที่ตั้งรับฝุ่นมานานเป็นปี


การดำหัวด้วยน้ำส้มป่อยนี้เป็นความเชื่อของชาวเหนือ สืบเนื่องมาจากเมืองสิบสองปันนาโน่นแน่ะ ในเทศกาลสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทยที่เรียกว่า "ปี๋ใหม่เมือง" ผู้น้อยถือขันข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน และที่สำคัญ ขาดไม่ได้ คือ "น้ำส้มป่อย" ที่ผู้ใหญ่จะใช้นิ้วมือตนเอง จุ่มน้ำในขันที่ผู้น้อยยื่นให้มาลูบหัวตัวเอง และให้ศีลให้พร แล้วจึงสะบัดพรมให้ลูกหลาน เพื่อเป็นสิริมงคล


การรดน้ำ ที่ ไม่เกี่ยวกับการพรวนดินนี้ ภาคกลางมักจะรดกันที่มือ เพราะไม่อยากตัวเปียก แต่ผู้ใหญ่ที่ไม่อยากถูกรดน้ำแบบนี้ก็ชอบที่จะใช้วัฒนธรรมการดำหัวของชาวเหนือแทน ขอเอามือจุ่มน้ำในขันลูบหัวตัวเองดีกว่า


เทศกาลเล่นน้ำสงกรานต์ ไม่ได้มีแค่ที่เมืองไทยเท่านั้น ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ เขมร ลาว พม่า ไทย พร้อมใจกันเล่นสาดน้ำกันทั้งหมด รวมทั้งชาวไต (Dai) ทางแคว้นสิบสองปันนา (Xishuangbanna) ของมณฑลยูนนาน (Yunnan) ตอนใต้ของจีนด้วย เพราะเดือนเมษายน เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปีในย่านนี้ ส่วนชื่อที่เรียกว่า "สงกรานต์" มีเพียงไทยกับลาว (ສົງກຣານ) และเขมร (សង្រ្កាន្ត) เพราะนำมาจากภาษาสันสกฤตด้วยกัน ส่วนพม่าเรียกว่า Thingyan (သင်္ကြန်)


"สงกรานต์" แปลว่า "เคลื่อนย้าย" กล่าวคือ ในรอบหนึ่งปี โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ได้ครบรอบ เมื่อมองทะลุดวงอาทิตย์ออกไป จะเห็นกลุ่มดาวเบื้องหลังครบทั้ง 12 กลุ่ม กลุ่มละเดือน เรียกว่า 12 ราศี เราจึงเห็นเสมือนว่า ในช่วงหนึ่งปีดวงอาทิตย์ จะค่อยๆเคลื่อนผ่านกลุ่มดาวเหล่านี้ทั้ง 12 กลุ่ม ดังนั้น จึงมีสงกรานต์เกิดขึ้นทุกเดือนเมื่อขึ้นเดือนใหม่ และเมื่อครบรอบ 12 เดือน หรือครบปี ก็เรียกว่า "มหาสงกรานต์" แต่เราเรียกเอาง่ายเข้าว่า ตัดคำว่า "มหา" ออก เรียก "วันสงกรานต์" เฉยๆ ก็เป็นที่รู้กันว่า เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย เมื่อมหาสงกรานต์วันผ่านขึ้นปีใหม่ กลายเป็นสงกรานต์เฉยๆ วันสงกรานต์ในแต่ละเดือนจึงหายไปเลย


เทศกาลสงกรานต์ รู้กันอยู่ว่ามี 3 วัน ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน แต่ละวันก็มีชื่อเรียกด้วยนะครับ คือ


วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์" หรือวันสิ้นปีเก่า ทางภาคเหนือเรียกว่า "วันสังขารล่อง" ทางภาคใต้เรียกว่า "วันส่งเจ้าเมืองเก่า"


วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า "วันกลาง" ภาคเหนือเรียกว่า "วันเนา" ภาษาเขมรแปลว่า "อยู่" ภาคใต้เรียกว่า "วันว่าง"


วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า "วันเถลิงศก" หรือวันขึ้นปีใหม่ ทางเหนือเรียกว่า "พญาวัน" ทางใต้เรียกว่า "วันรับเจ้าเมืองใหม่"


ช่วงเทศกาลนี้เราใช้น้ำมาสาดดับร้อนกัน ฝรั่งจึงเรียกว่า เทศกาลเล่นน้ำ (water festival) แต่ที่เขมร ถึงแม้จะมีสงกรานต์เหมือนกัน กลายเป็นว่า ชื่อเทศกาลเล่นน้ำ เขาไม่ได้หมายถึงเทศกาลสงกรานต์ แต่หมายถึงเล่นแข่งเรือในฤดูน้ำหลากเดือนพฤศจิกายน มากกว่า


เราสาดน้ำ หรืออาบน้ำ ก็เพื่อจะดับร้อน จึงใช้น้ำอย่างเดียว คงไม่มีใครเอาน้ำสบู่มาสาดก่อน แล้วค่อยสาดตามด้วยน้ำ อย่างเช่นการอาบน้ำโดยทั่วไป แต่มีบางคนเขาวิเคราะห์ว่า สมัยโบราณเราก็อาบแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว เรามาใช้สบู่ถูตัว และใช้แชมพูสระผมกันในภายหลัง ด้วยแรงโฆษณานี่แหละ ตอนนี้จึงมีบางคนบางกลุ่ม อาบน้ำ สระผม ด้วยน้ำเปล่า ไม่ใช้สบู่หรือแชมพูสระผมเลย นัยว่า ทำไมจะต้องเอาสารเคมีมาถูกตัวด้วย เพราะมันก็มีโอกาสซึมเข้าไปในร่างกายได้เหมือนกัน ฝรั่งบางคนที่อาบน้ำสระผมด้วยน้ำเปล่า ไม่ใช้สบู่และแชมพู มีมุมมองที่น่าทึ่งว่า ถ้าเรากินมันไม่ได้ ก็อย่าไปทามัน ทำให้นึกถึงยาโบราณ ที่เขียนวิธีใช้ด้วยภาษาไทยผิดๆถูกๆว่า "กินกะได ทากะได" (กินก็ได้ ทาก็ได้)


น้ำ เป็นของเย็น ใช้ดับร้อนได้ และใช้ดับไฟได้ เพราะตัวมันไม่ติดไฟ และไม่ช่วยให้ไฟติด และตัวมันก็เสถียรมากๆ รองรับพลังงานความร้อนได้เยอะ โดยยังคงความเป็นน้ำอยู่ ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น อย่างมากก็เปลี่ยนสถานะ เป็นน้ำแข็ง หรือไอน้ำ แต่โมเลกุลไม่เปลี่ยน ทั้งนี้เพราะ ไฮโดรเจนที่มีพลังงานอยู่เยอะ เมื่อรวมกับออกซิเจนกลายเป็นน้ำก็คายพลังงานออกไปหมด ถ้าอยากจะแยกน้ำ ออกเป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจนใหม่ ก็ต้องเติมพลังงานเข้าไปมากมาย เช่นการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ก็จะได้ไฮโดรเจนออกมาเป็นเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับจรวดที่ใช้เดินทางในอวกาศ


แต่เรามีน้ำอยู่เต็มโลก ไม่มีพลังงานไฟฟ้าที่ไหนมากพอที่จะแยกโมเลกุลมันออกได้ แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดสำหรับโลกคือดวงอาทิตย์ ก็ทำได้อย่างมากเพียงแค่ทำให้ผิวน้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้น และบางส่วนระเหยขึ้นไปในบรรยากาศ - แค่นั้น


เมื่อพลังงานจากดวงอาทิตย์ แยกโมเลกุลน้ำไม่ได้ แล้วมันแยกโมเลกุลอะไรได้ ?


คาร์บอนไดออกไซด์ไงครับ โดยอาศัยตัวช่วย คือคลอโรฟิลล์ในใบไม้ของพืช ซึ่งจะดูดซับเฉพาะคลื่นความถี่สั้นสีน้ำเงิน และคลื่นความถี่ยาวสีแดงไว้ ปล่อยคลื่นความถี่กลางสะท้อนออกมา เราจึงเห็นใบไม้เป็นสีเขียว


พลังงานจากดวงอาทิตย์ จะไปแยกโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ ออกเป็นออกซิเจน กลับสู่บรรยากาศไว้ให้เราหายใจ และธาตุตัวที่สองที่ถูกแยกออกมาคือคาร์บอน พร้อมกับพลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ สะสมเก็บไว้ในส่วนต่างๆของต้นไม้ คือถ่านไม้ หรือฟืน และพร้อมที่จะกลับไปรวมกับออกซิเจนได้อีกเมื่ออุณหภูมิสูง เพื่อคายพลังงานความร้อนออกมา คือไหม้ไฟนั่นเอง


น้ำ และ คาร์บอนไดออกไซด์ มีคุณสมบัติเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ มันจ้องแต่จะรับพลังงาน ไม่ใช่คาย จึงเหมาะที่จะใช้ดับเพลิงด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่มันทำงานต่างกันในการดับเพลิง เพราะไฟเกิดขึ้นด้วย 3 ปัจจัยเท่านั้นคือ เชื้อเพลิง-อุณหภูมิ-ออกซิเจน นักผจญเพลิงจึงมักจะมีเครื่องมือ 3 อย่างเช่นกัน คือ

• ถังดับเพลิง ซึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ข้างใน เอาไว้ไล่ออกซิเจน

• สายฉีดน้ำดับเพลิง เอาไว้ลดอุณหภูมิ และสุดท้าย ...

• ขวานครับ เอาไว้ฟันแยกเชื้อเพลิงที่พร้อมจะไหม้ไฟออกไป


เดี๋ยวนี้เรามีตึกสูงเพิ่มขึ้นมากจนเกิดคำถามว่า สูงแค่ไหนที่เกินความสามารถของรถดับเพลิง


ทาง กทม. เขาประชาสัมพันธ์ออกมาแล้วครับว่า ตึกไม่เกิน 30 ชั้น พอสู้ไหว


แต่มีข้อแม้นะครับว่า รอบตึกต้องมีพื้นที่ให้รถดับเพลิงเข้าไปได้ ผู้ที่อยู่ตึกสูง ก็ต้องสังเกตสังกาให้ดีด้วย


ท้ายนี้ก็ขอให้สุขสันต์วันหยุดสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ สาดน้ำกันแก้ร้อน แล้วไปเดินเล่นในห้าง อาบแอร์เย็นๆ และอย่าลืมสิ่งสำคัญ … ชำเลืองประตูหนีไฟไว้ด้วยนะครับ !!


... @_@ ...

Ref:
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Water_Festival