ชั่วนิจนิรันดร
24 กุมภาพันธ์ 2562

ฟังชื่อเรื่องวันนี้แล้ว บางท่านอาจจะนึกถึงเพลงอมตะเพลงหนึ่งของ สุเทพ วงศ์กำแหง ที่มีชื่อเพลงว่า "ชั่วนิจนิรันดร" เหมือนกัน


ไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงเพลงนั้น แต่ใกล้เคียงครับ เพราะวันนี้จะตอบคำถามเพื่อน เกี่ยวกับความหมายของเพลง "The Twelfth of Never" ที่ Johnny Mathis ร้องเป็นคนแรกเมื่อปี 1957 และนักร้องดังๆอีกหลายคนก็นำมาร้อง รวมทั้ง คลิฟ ริชาร์ด ด้วย แต่ที่ดังจนขึ้นอันดับหนึ่งที่อังกฤษในปี 1973 เป็นนักร้องที่เด็กกว่า คือ Donny Osmond เพราะเขาเพิ่งจะเกิดเมื่อ Mathis เริ่มร้องเพลงนี้


ผมว่า ความหมายของ "the 12th of never" คนคงรู้กันทั่วไปแล้วว่า "ชั่วนิจนิรันดร์" เพราะเนื้อหาของเพลงบอกถึงความรักที่ยาวนาน ไปจนถึงวันในอนาคตที่จะไม่มีโอกาสมาถึง


ก็จินตนาการ รังสรรค์หาคำเพราะๆกันไป มีอีกคำหนึ่งทีใกล้เคียงกัน คือคำว่า "กัลปาวสาน" อันหมายถึงเวลาสิ้นโลกตามคติพราหมณ์ ที่มีคนช่างคิด อุตส่าห์คำนวณเทียบตามคำนิยามต่างๆออกมาจนได้ว่า นานเท่ากับ 4,320 ล้านปี (เพลง "กัลปาวสาน" ก็มีนะครับ)


ถึงจะนานหลายล้านปี ก็ยังรู้ว่ามีเวลาสิ้นสุด แต่ทำไม เลข 12 ในเพลง the 12th of never น้อยกว่าตั้งเยอะ กลายเป็นไม่สิ้นสุดไปได้


คำเปรียบเทียบถึงเลข 12 ที่ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นนี้ คนสมัยนี้อาจจะนึกไม่ออกว่า มันคืออะไรกัน


ยิ่งถ้าบอกว่า มันคือ "นาฬิกา" ก็จะยิ่ง งง ไปกันใหญ่ เพราะเห็นเลข 12 หราอยู่บนสุดของหน้าปัทม์อย่างนั้น


ก็ต้องบอกว่า หน้าปัทม์ นั้น เกิดขึ้นภายหลังครับ แม้แต่เข็มชี้ของนาฬิกา ยุคแรกๆก็มีแต่เข็มชี้บอกชั่วโมงอยู่เข็มเดียว สมัยก่อนบอกเวลาแต่ละชั่วโมงด้วยเสียง ไทยเราบอกเวลาตอนกลางวันด้วยเสียงฆ้อง เสียงดังโมงๆ จึงเรียกว่า "ชั่วโมง" แถมยังบอกเวลาด้วยระบบ หกชั่วโมง ซึ่งมีเพียงแค่ ไทย เขมร ลาว และอิตาลี เท่านั้น ที่เคยบอกเวลาด้วยระบบนี้ เช่นที่ Quirinal Palace ในกรุงโรม มีนาฬิการะบบหกชั่วโมง หน้าปัทม์มีเข็มชั่วโมงเข็มเดียว ชี้แค่หกเลข คือ I ถึง VI


บ้านเราใช้เสียงฆ้องบอกเวลาทั้งวัน แยกก่อนเที่ยงและหลังเที่ยงเป็นเช้าและบ่าย ช่วงห้าชั่วโมงตอนเช้า จึงต้องเติมสร้อยคำว่า "เช้า" ต่อท้าย เป็น โมงเช้า ถึงห้าโมงเช้า และห้าชั่วโมงช่วงบ่าย ใช้คำว่า "บ่าย" นำหน้า เป็น บ่ายโมง ถึงบ่ายห้าโมง อาจจะมีบางคนแยกย่อยออกไปอีก เป็น เช้า-สาย-บ่าย-เย็น ช่วงละสามชั่วโมง แต่กลับเรียกแค่ สี่โมงเย็น ห้าโมงเย็น ไม่ยักกะเรียกเวลาตรงข้ามช่วงสาย ว่า สี่โมงสาย ห้าโมงสาย


ส่วนกลางคืน ก่อนเที่ยงคืน ตีกลอง เสียงดัง ทุ่มๆ บอกเวลาตั้งแต่ ทุ่มนึงถึงห้าทุ่ม หลังเที่ยงคืน เอาโลหะมาตี ตั้งแต่ตีหนึ่งถึงตีห้า


สังเกตไหมครับว่า นาฬิการะบบหกชั่วโมงจะบอกเวลาหยุดอยู่แค่ห้า โดยยังคงสื่อสารรู้เรื่องกันอยู่ คือ ห้าโมงเช้า บ่ายห้าโมง ห้าทุ่ม และตีห้า แต่เมื่อเลยไปอีกหนึ่งชั่วโมง เข้ารอยต่อ แบ่งระหว่างเช้ากับบ่าย กลางวันกับกลางคืน ขึ้นวันใหม่กลางดึกในสมัยนี้ และอรุณรุ่งขึ้นวันใหม่ในสมัยโบราณ เวลาเหล่านี้แหละที่เรียกมั่วกันดีนักแล


ตอนค่ำ เลยจากบ่ายห้าโมงมาหนึ่งชั่วโมง ก็ควรจะเป็นบ่ายหกโมง แต่ไม่มีใครเรียกแน่นอน เพราะค่ำแล้ว เลยเรียกว่า หกโมงเย็น ซึ่งเราได้ยินกันบ่อยๆ ทำให้ถอยกลับไปเรียก ห้าโมงเย็น และสี่โมงเย็นไปด้วย


กลางดึก เลยห้าทุ่มไปหนึ่งชั่วโมง เรียกหกทุ่มกันได้สะดวกปาก แต่คงจะเคยได้ยินอีกคำหนึ่ง คือ สองยาม โดยแบ่งกลางคืนทั้ง 12 ชั่วโมงออกเป็น สี่ช่วง ช่วงละ 3 ชั่วโมง ยามหนึ่งถึงสามทุ่ม ยามสองถึงหกทุ่ม ยามสามถึงตีสาม (เลขตรงกันพอดี) อีกสามชั่วโมงที่เหลือเป็นยามสี่จนถึงเช้า


การเรียกยามที่หมายถึงช่วงเวลา (ไม่ใช่แขกยาม) นี่ก็สับสนอีก ชาวบ้านน่ะไม่ตื่นขึ้นมาสับสนหรอก เพราะกำลังหลับอุตุ จะมีสับสนคือพวกสายธรรมะ เนื่องจากคำว่า "ยาม" ที่เรานึกว่าเป็นคำไทยนี้ แท้ที่จริงเราเอามาจากภาษาบาลี คือคำว่า "ยามะ" แต่กลายเป็นว่าแบ่งช่วงเวลาไม่เท่ากัน กล่าวคือ ทางพุทธศาสนาจะแบ่งกลางคืนออกเป็น 3 ช่วง ไม่ใช่ 4 ช่วง คือ ปฐมยาม มัชฌิมยาม และ ปัจฉิมยาม แต่ละยามจึงมีช่วงละ สี่ชั่วโมง มัชฌิมยามจึงอยู่ระหว่างสี่ทุ่มถึงตีสอง จากนั้นจึงเรียกว่าปัจฉิมยามไปจนถึงเช้า


พอเช้าแล้ว เลยจากตีห้ามาหนึ่งชั่วโมง เคยได้ยินคำเรียกว่า "ตีหก" ในเพลงเพลงหนึ่งเท่านั้น นอกนั้น คนส่วนใหญ่กลับเรียกว่า "หกโมงเช้า" และเข้าใจตรงกันเสียอีกด้วย ทั้งๆที่คำว่า "หกโมงเช้า" น่าจะเป็นเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงหลัง "ห้าโมงเช้า" หรือเที่ยงวันนั่นเอง


ความสับสนอลหม่านนี้ ร้อนถึงในหลวงรัชกาลที่ห้า ต้องมีพระบรมราชโองการ ประกาศใช้ทุ่มโมงยาม ในราชกิจจานุเบกษา "เล่ม ๑๗ น่า ๒๐๖" (สมัยนั้น ไม่ได้เขียนว่า "หน้า") ให้เรียกเวลาเจ้าปัญหาทั้งสี่ว่า "ย่ำรุ่ง-เที่ยง-ย่ำค่ำ-และ ๒ ยาม" สมัยนั้นยังไม่รู้จักคำว่า เที่ยงคืน (midnight) ที่ตรงข้ามกับ เที่ยงวัน (midday)


นั่นคือ ในระบบนาฬิกา 6 ชั่วโมง ไม่ควรจะมีเลข 6 ให้สับสนเลย


เช่นเดียวกับนาฬิการะบบ 12 ชั่วโมง (ระบบ a.m. และ p.m.) ก็ไม่ควรจะมีเลข 12 อันเป็นที่มาของ the 12th of never อันมีมาแต่โบราณกาล แต่เดี๋ยวนี้เราก็เห็นเลข 12 กันนะ เดี๋ยวจะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เลข 12 ถึงได้กลับมา


ฝรั่งโบราณก็บอกเวลาด้วยเสียงอย่างเดียวกับไทยโบราณ ฝรั่งจึงเรียกนาฬิกาที่มีเสียงตีบอกเวลาว่า "clock" ซึ่งมาจากคำว่า "clocca" ในภาษาลาตินที่แปลว่า "ระฆัง" ส่วนอุปกรณ์บอกเวลาโดยไม่มีเสียงจะเรียกว่า "timepiece" แต่เดี๋ยวนี้เห็นรวมเรียกว่า clock ไปหมดแล้ว การบอกเวลา ก็เน้นแต่ชั่วโมง คือ 1 of clock, 2 of clock ต่อมาจึงเขียนย่อ เป็น. 1 o’clock, 2 o’clock


หอนาฬิกาบอกเวลาโบราณจึงเน้นเรื่องเสียงบอกเวลาแต่ละชั่วโมง ยุคแรกๆ มีแต่เสียงอย่างเดียวด้วยซ้ำ ไม่มีหน้าปัทม์ เข็มสั้นเข็มยาว อย่างสมัยนี้ บางแห่งมีระฆัง 2 ลูกด้วย ลูกเล็กเสียงสูง แทนหนึ่ง (I) ลูกใหญ่เสียงต่ำ แทนห้าในภาษาโรมัน (V) จะได้ไม่ต้องตีหลายที เช่น เลขสี่ (IV) ก็ตีแค่สองที เสียงสูงกับเสียงต่ำ ถ้าเลขสิบเอ็ด (XI) ยุ่งหน่อย แต่เขาใช้ลูกใหญ่เสียงต่ำ 2 ที ตามด้วยเสียงสูงอีกที (VVI) 5+5+1=11 ตีแค่สามทีเท่านั้น


ต่อมาจึงมีคนคิดประดิษฐ์หน้าปัทม์นาฬิกาขึ้นมา แถมด้วยเข็มชี้บอกเวลาเพื่อให้ดูง่าย ยุคแรกก็มีแต่เข็มชั่วโมง ต่อมาก็มีเข็มนาทีด้วย และหน้าปัทม์ก็ต้องใส่เลขเมื่อครบชั่วโมง คือ 1, 2, 3, … หรือ I, II, III ไปจนครบ 11 ช่อง


ส่วนตำแหน่งบนสุด คือเที่ยงวัน (หรือเที่ยงคืน) จะมีเพียงเครื่องหมาย บอกให้รู้ว่า เข็มนาฬิกาหมุนครบรอบแล้ว ขึ้นรอบใหม่แล้วละนะ หนึ่งนาทีต่อจาก 11:59 คือ เที่ยงวัน (noon) หรือ เที่ยงคืน (midnight) ดังนั้น 12:00 จึงไม่มี เพราะหายไปกลายเป็นศูนย์ไปแล้ว เหมือน set zero เขาเรียกว่า "ought" และ 30 นาทีหลังจากนั้นเรียกว่า ought-30 คือเริ่มใหม่แล้ว แต่ยังไม่ครบชั่วโมง เหมือนเด็กเกิดใหม่ ยังไม่นับหนึ่งขวบจนกว่าจะครบปี


เรื่องนับอายุเลยทำให้นึกถึงการนับอายุของคนจีน ที่พูดกันว่า นับในท้องอีกหนึ่งปี คนไหนที่อายุยืน 99 ปีแล้ว คนจีนจะบอกว่าอายุ 100 ปี อันที่จริงไม่ใช่เรื่องนับอายุในท้องด้วยหรอก เป็น concept ในการนับ "ย่างเข้า…" เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับการนับ เดือนและวัน พอเริ่มต้นปีใหม่ ก็ขึ้นวันที่หนึ่ง เดือนที่หนึ่ง เดือนมกราคมเลย คนจีนจึงนับว่าเมื่อคลอดออกมา ก็เริ่มปีที่หนึ่ง เช่นเดียวกัน ไม่แปลกอะไร


แต่เวลา ไม่เหมือนกับวัน เพราะจะนับเมื่อ "สิ้นสุด" คือครบชั่วโมง เลขหนึ่งจึงจะโผล่ขึ้นมา ครบนาที เลขนาทีจึงจะเปลี่ยน วินาทีก็เช่นเดียวกัน และหนีไม่พ้นว่า ภายในชั่วโมงแรกหลังเที่ยง เมื่อยังไม่ครบชั่วโมง ต้องนำหน้าด้วยศูนย์ ดังนั้น เวลา 12:30 ในระบบ 12 ชั่วโมง ไม่ว่าจะ a.m. หรือ p.m. ก็แล้วแต่ จึงดูตลก เพราะระบบ 12 ชั่วโมง จะมีเวลาเกิน 12 ไปได้อย่างไร


แสดงว่า มีผู้นำเอาเลข 12 กลับเข้ามา และไล่เลขศูนย์ออกไป


ใช่แล้วครับ ท่านผู้นั้นก็คือ Pope Leo IV ในราวปี 850 เป็นช่วงที่เลขศูนย์เพิ่งเกิดได้ไม่นาน (เลขทั้งสิบตัวนั้น เลขศูนย์เกิดหลังสุดครับ) และถูกต่อต้านจากทางศาสนาว่า เป็นเลขแห่งความชั่วร้าย ท่านกล่าวว่า "ยุคมืดกำลังจะผ่านไปแล้ว จึงขอประกาศในนามสังฆราชาว่า ต่อไปนี้ ชั่วโมงแรกจะเรียกว่า ชั่วโมงที่ 12 อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็ให้เรียกว่า สิบสองสามสิบ ไม่ใช่ ศูนย์สามสิบ (ought thirty)"


ปัจจุบัน อเมริกายังใช้นาฬิการะบบ 12 ชั่วโมงที่มี a.m. และ p.m. อยู่ ส่วนยุโรป และรวมทั้งไทยเราด้วย ได้เปลี่ยนมาใช้ ระบบ 24 ชั่วโมงแล้ว ถ้าดูนาฬิกาดิจิตอลที่แสดงผลเป็นตัวเลข ตอนใกล้เที่ยงคืน จะเห็นว่า เวลาหนึ่งนาทีหลังจาก 23:59 จะเปลี่ยนเป็น 00:00


แล้วจะมีใครแต่งเพลง the 24th of never บ้างไหมเนี่ย


... @_@ ...

Ref:
http://www.unclejoestories.com/2014/07/22/until-the-12th-of-never-is-a-long-long-time/