เทคโนโลยีของจีน
17 กุมภาพันธ์ 2562

เพิ่งผ่านเทศกาลปีใหม่ฝรั่งไปเมื่อเดือนที่แล้ว เข้าสู่ช่วงปีใหม่จีน รออีกไม่นานก็เป็นปีใหม่ไทย ตอนนี้เป็นช่วงวันวาเลนไทน์มาแทรก เราจึงส่งความสุขที่ได้รับคืนมากันได้ตลอดเวลา ... สุขสันต์วันปีใหม่ - สุขสันต์วันตรุษจีน - สุขสันต์วันวาเลนไทน์ และจะตามมาด้วย สุขสันต์วันเลือกตั้ง - สุขสันต์วันสงกรานต์ ต่อไป เอาเป็นว่า ขอให้สุขสันต์ทุกๆวันเลยก็แล้วกันครับ


พูดถึงวันตรุษจีน ทำให้นึกถึงดินแดนแห่งอารยธรรมเก่าแก่ ต้นตอเชื้อสายบรรพบุรุษของพวกเราหลายๆคน กาลเวลาที่ยาวนาน ทำให้เมืองจีนผ่านช่วงรุ่งเรืองและวิกฤตมาหลายครั้ง และในช่วงนี้ก็กำลังพุ่งขึ้นอย่างไม่หยุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเทคโนโลยี จนทำให้บางท่านอยากทราบว่า เดี๋ยวนี้เมืองจีนไปถึงไหนกันแล้ว


จีนเคยมีอดีตอันรุ่งเรือง อย่างเช่น นวัตกรรมพลิกโลกสี่อย่าง (The Four Great Inventions) ของจีน คือ


• เข็มทิศ

• ดินปืน

• กระดาษ

• การพิมพ์


ทางด้านดาราศาสตร์ จีนก็นำมาก่อนใคร ย้อนกลับไปได้ถึงราวปี 700 โน่น แผนที่ดาวดันฮวง (Dunhuang star map) เก่าแก่ของจีน ระบุจำนวนดาวไว้มากกว่า 1,300 ดวง


พอถึงศตวรรษที่ 14 จีนเริ่มแผ่วลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หันมาเอาดีทางด้านศิลปวัฒนธรรมแทน จ้องที่จะสอบจอหงวนกันท่าเดียว ไม่มีใครสนใจคณิตศาสตร์หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์เลย ยาวนานมาจนมาถึงปี 1905 เมื่อการสอบนี้ถูกยกเลิกไป


ความเจริญของบ้านเมือง ไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน แต่เป็นการสืบทอดสู่รุ่นต่อๆไป หัวใจสำคัญจึงเป็นเรื่องของการศึกษา แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ จีนก็เคยผ่านยุคมืดทางด้านการศึกษามาแล้วกว่าสิบปี ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมระหว่างปี 1966-1976 หลังจากที่ขบวนการผู้พิทักษ์แดง (red guard) ของกลุ่มอาชีวะหลายหมื่นคน เข้าไปลุยล้มระบบมหาวิทยาลัยปิดไปทั้งหมด โดยกล่าวหาว่าสนับสนุนชนชั้นสูง คณาจารย์ถูกเกณฑ์ (ไม่ใช่เกณฑ์ทหารนะ) ไปทำนา!


กว่าจีนจะผ่านยุคมืดมนทางการศึกษานั้นไปได้ ก็ต้องรอจนท่านประธานเหมาเจ๋อตุงอสัญกรรมในปี 1976 เริ่มต้นยุคของประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิง ชูนโยบายสี่ทันสมัย คือ …


• เกษตร

• อุตสาหกรรม

• การป้องกันประเทศ และ

• วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


ทั้งหมดทั้งปวงนี้จะทำไม่ได้เลยถ้าปราศจากการศึกษา แต่ไม่ง่ายเลยที่จะฟื้นฟูระบบการศึกษาที่พังพาบไปทั้งประเทศ เหลือแต่เพียงโรงเรียนประถมให้เด็กเรียนเพื่ออ่านออกเขียนได้เท่านั้น


เริ่มแรกของการพัฒนาประเทศ ถึงแม้จะมีคนเยอะ การมีแรงงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยช่างฝีมือด้วยซึ่งขาดแคลนอย่างมาก ยุคแรกในการเปิดระบบการศึกษาขึ้นมาใหม่ โรงเรียนอาชีวะ มีไม่พอจึงมีการเปลี่ยนโรงเรียนมัธยมปลายสายสามัญบางส่วนไปเป็นโรงเรียนอาชีวะ โดยมีการฝึกงานร่วมกับสถานประกอบการ ซึ่งมีข้อดีในเรื่องการรับประกันการจ้างงาน


นอกจากนั้น ยังมีการส่งนักศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศโซเวียตได้มีส่วนช่วยเป็นอย่างมาก ในการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนาน ทางด้านการศึกษาสายสามัญ และเพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์รวมทั้งวิศวกรขึ้นมาให้ได้มากพอสำหรับการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังจากที่ไม่มีการสร้างขึ้นมาเลยระหว่างสิบกว่าปีในยุคท่านประธานเหมาเจ๋อตุง


เมื่อวันเวลาผ่านไป เปลี่ยนประธานาธิบดีไปหลายท่าน ในที่สุด ความพยายามก็บรรลุผล ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ติดอันดับต้นๆของสิบมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา


เพื่อเป็นการก้าวกระโดด รัฐบาลจีนพยายามอย่างมากในการนำเทคโนโลยีจากตะวันตกเข้ามาอย่างเป็นระบบ โดยให้แรงจูงใจบริษัทข้ามชาติหลายๆอย่าง เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่มีข้อแม้ ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับจีน


ตัวอย่างเช่นบริษัท GE ของอเมริกา และ Siemens ของเยอรมัน จะขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันก๊าซให้ จีนก็รับซื้อมากมายหลายตัว ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ต้องมาตั้งโรงงานผลิตในจีน


เคยถามฝรั่งว่า ทำไมยูถึงยอม ฝรั่งบอกว่า ไม่เป็นไร เพราะจีนซื้อเยอะ และถึงแม้ต่อไปจีนทำได้เอง แต่ตอนนั้นเขาอาจจะทำวิจัยมีตัวใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ล้ำหน้าไปแล้ว จึงไม่กลัว


ผมนึกในใจว่า ยูดูถูกคนเอเซียมากไปหน่อยแล้ว กรณีอย่างนี้เคยเกิดที่ญี่ปุ่น สมัยที่เริ่มพัฒนาประเทศใหม่ๆหลังแพ้สงครามโลกเหมือนกัน คือบริษัทมิตซูบิชิ (Mitsubishi Heavy Industry : MHI) พัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันก๊าซขนาดใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีของ Westinghouse สหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่าต่อมา บริษัทมิตซูบิชิมีการวิจัยและพัฒนา เติบโตไปเรื่อยๆ และกลับกลายเป็นว่า Westinghouse เจ๊ง ถูกขายให้บริษัท Siemens ของเยอรมันไปในปี 1998


ปัจจุบันนี้ จีนกำลังพัฒนาในหลายๆด้าน จนกำลังจะไล่ฝรั่งทันอยู่แล้ว เผลอๆ บางอย่างอาจจะแซงไปแล้วด้วยซ้ำ อย่างเช่น นาโนเทคโนโลยี ถ้านับจากผลงานทางวิชาการที่พิมพ์เผยแพร่ออกมา เมื่อปี 2000 ของจีนมีไม่ถึง 10% แต่ถึงปี 2009 มีถึงหนึ่งในสี่ เป็นอันดับหนึ่งแซงอเมริกาไปเลย


ทางด้านอุตสาหกรรมเคมี จีนก็ก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตใหญ่สุดในปี 2015 ไม่ว่าจะเป็นด้านปิโตรเคมี หรือด้านพลาสติก มียกเว้นคือยังต้องนำเข้าวัตถุดิบคือน้ำมันและก๊าซ


การสำรวจที่แปลกอย่างหนึ่งที่จีนทำคือ การสำรวจทะเลลึก เพราะในอนาคต จีนวางแผนจะทำเหมืองใต้ทะเล


ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และไอที ในส่วนแบ่งของตลาดโลก ปี 2009 จีนผลิตทีวี 48.3% มือถือ 49.9% คอมพิวเตอร์ 60.9% และจอ LCD 75%


เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2017 ทางการจีนก็ได้ประกาศว่า จะเป็นผู้นำโลกทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี 2030


เรื่องโดรน (drone) หรือยานบินไร้คนขับ จีนก็ไม่เป็นรองใคร ปัจจุบันมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น จนสามารถขนส่งพัสดุได้แล้ว และยังเป็นชาติแรกที่สร้างโดรนแบบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกได้ด้วย จีนยังครองตลาดผู้ผลิตโดรนมากกว่า 85%


ที่สุดจ๊าบคือ แท็กซี่โดรน ของ Ehang (Beijing Yi-Hang Creation Science & Technology Co., Ltd) ที่ประกาศตัวเมื่อเดือนมกราคม 2016 (แท็กซี่ไร้คนขับ ยังสงสัยว่าจะมีใครกล้าขึ้นหรือเปล่า แล้วนี่เป็นแท็กซี่บินไร้คนขับ - บรื๋อ!)


เทคโนโลยีหุ่นยนต์ก็มีอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านที่หาคนไปทำงานยาก จีนคาดว่าจะมีหุ่นยนต์อย่างน้อยแสนตัวมาทำงานในปี 2020


ทางด้านอินเตอร์เน็ต ในปี 2017 มีจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสูงถึง 751 ล้าน หรือ 53.2% ของจำนวนประชากรจีน (ข้อมูลจาก China Internet Network Information Center) และจีนเป็นตลาดที่ซื้อขายกันทางอินเตอร์เน็ต (e-commerce) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายมากถึง 1.132 ล้านล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าตลาดในอเมริกาที่ตามมาเป็นอันดับสองถึงสามเท่า


ส่วนธุรกิจมือถือ ในปี 2017 มีผู้ลงทะเบียนใช้มากกว่า 1.36 พันล้านหมายเลข จีนจึงเตรียมการที่จะเปลี่ยนจากระบบ 4G เป็น 5G ในปี 2020


สำหรับชิ้นส่วนภายในที่ถือว่าเป็นสมองของคอมพิวเตอร์ คือ ไมโครโปรเซสเซอร์นั้น จีนก็สามารถทำได้เองอย่างน้อย 7 บริษัท ใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) บนลีนุกซ์ (Linux) สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่คำนวณได้เร็วสุดๆ ที่เรียกว่า supercomputer ได้


ตอนนี้ จีน กับ อเมริกา กำลังแข่งกันสร้างคอมพิวเตอร์ที่เหนือกว่า supercomputer เรียกว่า “exascale computing” ที่สามารถคำนวณได้เร็วกว่า พันล้านพันล้านต่อวินาที (billion billion หรือ quintillion)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่าเซมิคอนดักเตอร์ แน่นอนว่าจีนก็มีเอง เช่น Tsinghua Unigroup ด้วยเงินทุน 150 พันล้านดอลลาร์


เทคโนโลยีทางการทหาร ถึงแม้จะไม่เปิดเผย แต่ก็สามารถคาดเดากันได้ว่า จีนมีอะไรบ้าง เช่น ระบบป้องกันขีปนาวุธ และอาจจะมี “electromagnetic pulse weapons” ด้วย


ด้านอาวุธมหาประลัย คือ อาวุธปรมาณู ที่หลายประเทศมี เอาไว้ขู่กัน (หวังว่า) นั้น เป็นชนิดแตกตัว (fission) ทั้งหมด ซึ่งเป็นแบบเดียวกับระเบิดปรมาณูที่ถูกนำไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ส่วนชนิดรวมตัว (fusion) เหมือนที่เกิดในดวงอาทิตย์ ที่เรียกกันว่าระเบิดไฮโดรเจน (ชื่อทางการคือ thermonuclear weapon) ซึ่งมีแรงระเบิดมากกว่าเป็นพันเท่า นั้น มีอยู่เพียง 4 ประเทศ คือ อเมริกา-รัสเซีย-อังกฤษ-และจีน (อเมริกาแชร์ข้อมูลจับมือกับอังกฤษ ส่วนรัสเซียส่งสายลับไปจารกรรมข้อมูลจากอเมริกา แล้วแชร์ข้อมูลให้จีน)


แทบทุกเทคโนโลยี จีนจี้ตามติดฝรั่งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจขั้วโลกทั้งเหนือและใต้ ตามไปในอวกาศ จีนเป็นประเทศที่สาม ต่อจากรัสเซียและอเมริกา ที่ส่งมนุษย์ขึ้นไปสำรวจอวกาศได้ และจีนยังเตรียมการจะไปเหยียบดวงจันทร์ (แล้วคนจีนยังจะไหว้พระจันทร์กันอยู่ไหมเนี่ย) ประสบการณ์ในการสำรวจดวงจันทร์จะใช้สำหรับสำรวจดาวอังคารและดาวศุกร์ต่อไป


ในเรื่องการเดินทางที่ใกล้ตัว ก็คือรถยนต์ เนื่องจากรถยนต์ของจีนไม่ประสบความสำเร็จในตลาดโลก จีนจึงวางแผนที่จะกระโดดข้ามไปเป็นจ้าวยุทธจักรด้านรถไฟฟ้า (EV : Electrical Vehicle) ปล่อยให้รถเครื่องยนต์เผาไหม้ธรรมดาเป็นของญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา และยุโรป ต่อไป


น่าทึ่งที่จีนสามารถสร้างชาติขึ้นมาอยู่แนวหน้าได้อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์ของคนจีน แต่เป็นพรแสวงที่ต้องสร้างขึ้น คือการศึกษา อาจเป็นได้ที่คนจีนบางคนได้รับการถ่ายทอดยีนที่ฉลาดติดตัวมา แต่ถึงแม้จะมียีนที่ฉลาด ถ้าขาดการศึกษาก็จบเห่


จีนไม่ได้ทำแบบปูพรม แต่ใช้วิธีว่า ที่ไหนมีศักยภาพ ก็ดันให้ทะลุไปเลย เช่นตั้งเป็น ย่านเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) หรือย่านพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (Economic and Technological Development Zones)


ในที่สุด จีนก็กลับมาเป็นชาติที่มีบุคลากรทางด้านวิจัย (R&D : Research and Development) แหล่งใหญ่ที่สุดในโลก แซงอเมริกาและญี่ปุ่น จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า นับตั้งแต่ปี 1990 เฉพาะปี 2009 ปีเดียว ผลิต ดอกเตอร์ทางด้านวิศวกรรม มากกว่าหมื่นคน ปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม และไอที และ computer science อีกมากกว่า 500,000 คน มากกว่าประเทศใดๆในโลก


ในเมืองจีนมี โปลิตบูโร (ได้ยินครั้งแรก นึกว่าเป็นองค์กรอะไรที่เกี่ยวกับตำรวจเสียอีก แต่ไม่ใช่ เพราะมาจากคำว่า political bureau ต่างหากครับ) ซึ่งเป็นคณะกรรมการกำกับดูแลนโยบายพรรค (Politburo Standing Committee of the Communist Party of China) ยุคแรกเริ่ม การเลือกและปลดสมาชิกทำโดยท่านประธานเหมาเจ๋อตุงคนเดียว แต่ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นระบบโหวตเลือกภายใน ตั้งแต่ประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา จำนวนสมาชิกโปลิตบูโรมีตั้งแต่ 5-11 คน ปัจจุบันมี 7 คน โดยมีประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กับนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ต่อจากสมัยที่แล้ว ส่วนอีก 5 คนเลือกใหม่หมด ตั้งแต่ปี 2017 ทดแทนคนเก่าที่เกษียณอายุ


มีบางสมัยซึ่งมีสมาชิกโปลิตบูโร 9 คน จำนวนสมาชิก แปดในเก้าคนนั้น จบวิศวะ ส่วนอีกคนหนึ่งที่เหลือนั้นคงทายได้ว่าเป็นใคร


น่าสนใจนะ


... @_@ ...

Ref:
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Science_and_technology_in_China