PM 2.5
3 กุมภาพันธ์ 2562

ผมชั่งใจอยู่นาน ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม เพราะผู้คนส่วนมาก คงรู้กันดีอยู่แล้ว เดี๋ยวจะกลายเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเสียเปล่าๆ เนื่องจากพูดกันเยอะ จนกลายเป็น “talk of the town” ไปแล้ว


ลองไปหาใน net บ้านเราดูก็ได้ มีมากมาย พูดซ้ำกันไปมาจนรู้ว่า PM คือ particulate matters เผลอๆบางคนอาจจะลืมไปว่า เป็นคำย่อของนายกได้ด้วย ส่วน 2.5 ก็รู้ว่ามีขนาดเล็กมาก เพียง 2.5 ไมครอน และเพื่อให้เห็นภาพ สำหรับคนที่ไม่รู้จักคำที่หมายถึงหนึ่งในล้านส่วนของเมตรนี้ ก็จะไปเทียบกับขนาดของเส้นผมกันทุกเจ้าไป และที่พูดเหมือนกันอีกอย่างคือ มันเล็กมากจนสามารถเข้าไปในปอด และซึมเข้ากระแสเลือด วิ่งไปได้ทั่วร่างกาย ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เป็นปัญหาต่อสุขภาพได้


นอกจากนั้นก็จะมีส่วนเสริม แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนไป ใครถนัดด้านไหนก็เสริมแต่งให้ความเห็นไปในด้านนั้นๆ ก็ดีครับ หลากหลายดี


เช่น บางคนวิจารณ์แต่เรื่องปลายเหตุ คือ หน้ากาก อย่างนั้นดี อย่างนี้ใช้ไม่ได้


บางคนถนัดเรื่องธุรกิจ เช่นการลงทุน ก็จะพูดไปในแนวว่า ธุรกิจบางอย่างอาจจะดีขึ้น เช่นหน้ากากอนามัยที่ขายดีจนขาดตลาดในช่วงนี้ แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีโดยรวม เพราะอาจจะมีธุรกิจอย่างอื่นที่แย่ลงไป เช่นคนไม่อยากไปไหนมาไหนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจท่องเที่ยวยิ่งแย่ใหญ่


บางคนชอบการเมือง ถนัดเรื่องต่อว่ารัฐ ก็จะกระแนะกระแหน โดยเปรียบเทียบว่า ดูสิรัฐบาลจีนเขาจัดการเรื่องฝุ่นอย่างเด็ดขาด โรงงานไหนปล่อยควันเกินมาตรฐาน ก็จะสั่งปิดเป็นแถบๆ เราน่าจะทำอย่างเขาบ้าง


พวกสายยานยนต์ ก็จะพุ่งเป้าไปที่ท่อไอเสีย แหล่งกำเนิดใหญ่ของฝุ่นละเอียดบนท้องถนน จากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเครื่องยนต์เก่า ยิ่งถ้าเป็นเครื่องดีเซลยิ่งถูกเหล่มากหน่อย ช่วงนี้จึงมีการรณรงค์จับรถปล่อยควันดำกันเยอะ งานนี้รถไฟฟ้ารอดตัวไป แต่ตอนนี้จะมีรถไฟฟ้าในท้องถนนสักกี่คันกันเชียว และถ้าจะว่าไป โรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟมาชาร์จให้รถยนต์ไฟฟ้า ก็หนีไม่พ้นที่จะตกเป็นจำเลยในการปล่อยฝุ่นละเอียดนี้ออกมาเหมือนกันแหละน่า ถึงแม้จะปล่อยออกมาน้อยมาก ต่ำกว่าโรงงานทั่วไปและรถยนต์ในท้องถนนเยอะก็ตาม แต่มีข้อดีอยู่หน่อยคือ โรงไฟฟ้ามักจะอยู่ห่างไกลเมือง


ถ้ามองอย่างกลางๆ เจ้าฝุ่นละเอียด (particulate matter) นี้ ไม่มีทางที่จะกำจัดให้หมดไปจากโลกนี้ได้หรอกครับ โชคดีหน่อยคือ มันไม่ได้มีตลอดเวลา จะมากหน่อยคือหน้าหนาวเท่านั้น อย่างที่เรียกกันว่า “อากาศปิด”


ที่บอกว่ามันหมดไปไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์อย่างเดียว แต่เกิดตามธรรมชาติด้วย การเกิดอย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้นึกถึงกันคือสิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “sea spray”


คำไทยที่เหมาะ น่าจะเป็นคำว่า “ทะเลแตกฟอง” เพราะโมเลกุลจิ๋วที่กระจายไปในอากาศ จะเกิดมากที่ผิวน้ำทะเล โดยเฉพาะช่วงคลื่นลมแรง และใกล้ชายฝั่ง ทำให้ยอดคลื่นแตกได้ง่าย เกิดเป็นสารจิ๋วๆ ปลิวไปมาในบรรยากาศ สังเกตได้ว่า รถยนต์ที่ใช้ตามชายทะเล จะผุง่ายกว่า บางคนเลยบอกว่า เป็นผลจาก “ไอน้ำเค็ม”


ซีกโลกเหนือ มีแผ่นดินมากกว่า จึงมีชายฝั่งมากกว่า เกิด “ทะเลแตกฟอง” มากกว่า บวกกับการเกิดไฟป่าในบางพื้นที่ ฝุ่นละเอียดจึงเกิดมีในซีกโลกเหนือมากกว่า


แต่เนื่องจาก การพัฒนาของแต่ละประเทศทั่วโลกนี้ ไม่เท่ากัน การกระจัดกระจายของฝุ่นจิ๋ว จึงมักจะกระจุกตัวเป็นที่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมืองใหญ่


กรุงเทพฯ มีการกระจุกตัวมากที่สุด ฝุ่นจิ๋วจึงมากที่สุดในเมืองไทยไปด้วย


ลองมาดูสเกลใหญ่ คือดูทั้งโลกกันบ้าง


ประเทศจีนเจริญเติบโตเร็วมาก การปล่อยฝุ่นจิ๋วไปในบรรยากาศ จึงพลอยมากตามไปด้วย คงทราบกันว่า ปักกิ่ง เคยมีกรณีฝุ่นจิ๋วเกินมาตรฐาน มากกว่าเมืองไทยเยอะ (ฟังดูเหมือนการปลอบใจตัวเองนะ)


แต่ทราบไหมครับว่า ประเทศที่ต้องทนทุกข์จากฝุ่นจิ๋ว มากที่สุดในโลก คือ “อินเดีย” ครับ (ที่กรุงนิวเดลี ค่า PM2.5 เฉลี่ยรายวัน เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2016 สูงมากกว่า 650 ug/m3!) อินเดียจึงริเริ่มทำโครงการตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อคำนวณหาดัชนีชี้วัด ให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายๆ ตั้งแต่ปลายปี 2014 ก่อนหน้านั้นก็วัดเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำเป็นดัชนี


โดยทั่วไป ดัชนีวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Index: AQI) จะเฝ้าดูเจ้าตัวร้ายในอากาศที่คุกคามมนุษยชาติเราอยู่ 6 ตัวหลัก คือ PM10, PM2.5, NO2, SO2, CO และ O3 (โอโซนเป็นแก๊สพิษนะครับ!) องค์การอนามัยโลกมีรายงานออกมาเมื่อปลายปีที่แล้วว่า มีเด็ก 93% ทั่วโลก หายใจเอาอากาศที่เสียเกินมาตรฐาน โห! 9 ใน 10 คน น้อยซะเมื่อไหร่


แต่ที่อินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นิวเดลี สาหัสสากรรจ์มาก นอกจากจะวัดทั้ง 6 ตัวนั้นตลอดเวลา (real time) แล้ว ยังเพิ่มการวัด แบบ manual อีก 2 ตัว คือ แอมโมเนีย ( NH3) และสารตะกั่ว (Pb) ก่อนจะนำมารวมกันคำนวณเป็นตัวเลขเดี่ยวๆ ไม่ต้องมีหน่วยทางวิทยาศาสตร์ เช่น ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือ ppm (part per million) ให้รกรุงรัง ดัชนีตัวเลขนี้จะแสดงถึงคุณภาพอากาศให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจได้ง่ายๆ โดยใช้สามัญสำนึกตัวเลข 100 เป็นตัวแบ่ง คือต่ำกว่า 100 ปกติ สูงกว่า 100 ถือว่าแย่ (IQ คนเราก็ใช้ตัวเลข 100 เหมือนกัน แต่เกิน 100 ถือว่า ฉลาด) แถมด้วยแถบสีที่เป็นมาตรฐานสากล คือ


0-50 ดีมาก (เขียวแก่)

51-100 ดีพอใช้ (เขียวอ่อน)

101-200 ชักไม่ค่อยดี (ชมพู)

201-300 แย่ (เหลือง)

301-400 แย่มาก (แดง)

มากกว่า 401 แย่สุดๆ (น้ำตาลแดง)


ข้อมูลดิบที่วัดได้จริง จะนำไปคำนวณเทียบกับ “Greater Vancouver Air Quality Index” (GVAQI) และ “Ontario API” (Air Pollution Index in Canada) แล้วไปเข้าสมการรวม คำนวณให้นัวเนียกันไปอีกทีหนึ่ง จนได้ออกมาเป็นตัวเลขสวยๆ เข้าใจได้ง่ายๆ


มีหลายประเทศที่ทำ AQI เช่นเดียวกัน สูตรคำนวณนั้น ไม่มีปัญหา แต่ที่ต่างกันในแต่ละประเทศก็คือ “break point” ว่า การวัดค่าแต่ละอย่างนั้น แค่ไหนจึงถือว่า “ดี” หรือ “พอใช้” เช่น SO2 41-80 ug/m3 ควรจะตรงกับ AQI 51-100 หรือไม่ เป็นต้น


หรืออย่างเช่น PM เช่น PM2.5 ที่กำลังเป็นข่าวบ้านเรานี่ ทางอินเดียยิ่งเป็นกังวลใหญ่ เพราะมันมากกว่า เมืองต่างๆในอเมริกาถึง 4-5 เท่า ยิ่งยุโรปยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะ “ดีเกินไป” กลายเป็นว่า จุดตัดที่ใช้แบ่งสี AQI ของอินเดีย อเมริกา จีน และ ยุโรป นั้น ไม่เท่ากัน และของยุโรป ดีอยู่แล้ว จึงไม่ใช้คำว่า “good” แต่ใช้ “low” แทน เพราะค่าเฉลี่ยรายวัน PM2.5 = 60 ug/m3 ในยุโรปถือว่า “high” แล้ว แต่จีนบอก “good” อเมริกาบอกว่า “moderate” ส่วนอินเดียบอก “satisfactory”


แต่ถ้าใครอยากรู้ว่า “จุดตัด” หรือ “break point” ของ PM2.5 ในดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) บ้านเรา อยู่ตรงไหน ก็ต้องขออภัยที่จะบอกว่า “ไม่มีคำตอบ” ครับ ทั้งนี้เพราะ ทางกรมควบคุมมลพิษบ้านเรา ไม่ได้รวม PM2.5 ไว้ในการคำนวณ AQI โดยคิดคำนวณเพียง 5 ตัวคือ PM10, NO2, SO2, CO และ O3 ส่วน PM2.5 นั้น วัดแล้วพิจารณาแยกต่างหาก โดยอิงเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ที่มีจุดตัดค่าเฉลี่ยรายวัน ที่ 50 ug/m3 เรื่องนี้ ร.ศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนไว้ในเรื่อง “ดราม่า เรื่อง PM2.5” ละเอียดถี่ถ้วนและชัดเจนดี ไปหาอ่านกันได้ครับ


เวลาที่เกิดเรื่องอะไรที่ไม่ค่อยดี มักจะโทษกันไปโทษกันมา อย่างเรื่องฝุ่นจิ๋วนี่ก็เหมือนกัน ในเมืองก็บอกว่า เพราะคนในชนบทเผาหญ้าเผาป่า เขาก็เลยสวนกลับมาว่า ในเมืองน่ะ ไม่ขับรถยนต์จะได้ไหม


เรื่องการลดฝุ่นจิ๋วในอากาศนี่ อย่าไปโทษคนโน้นคนนี้เลยครับ ใครช่วยทำอะไรได้ก็ช่วยกันไป คนละไม้คนละมือ เพราะปัญหานี้คงไม่หมดไปง่ายๆหรอก อย่าลืมว่าเราอยู่ท่ามกลางระหว่างประเทศใหญ่ที่มีปัญหาฝุ่นกันทั้งคู่


เพราะเมืองไทยอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีนไงครับ


... @_@ ...

Ref:
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Particulates