พรหมวิหาร Brahmavihara
20 มกราคม 2562

ในแวดวงสังคมชาว line สิ่งหนึ่งที่จะได้รับกันเป็นประจำ คือการทักทายกันด้วยรูปประกอบข้อความต่างๆ มีทั้งเฮฮา สิ่งสวยงาม รวมทั้งคติธรรมด้วย


คติธรรมบางอย่าง ผู้ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาบางท่าน ก็บรรยายไปตามความเข้าใจของตนเอง ก็เห็นในความตั้งใจที่ดีนะ แต่อ่านแล้วบางทีรู้สึกว่า เอ - มันขาดหายอะไรบางอย่างไปนะ เลยต้องตามไปค้นดูต่อจากท่านผู้รู้ทั้งหลายที่เขียนเอาไว้


อย่างเช่น พรหมวิหารสี่ ที่คุ้นกันดี คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา ยังมีบางคนสับสนว่า เมตตา กับ กรุณา ต่างกันอย่างไร


เรื่อง พรหม ที่มาจากอินเดียนึ้ก็น่าสนใจ ก่อนที่จะรู้ความหมายของ พรหมวิหารสี่ ลองมาสืบสาวราวเรื่อง เกี่ยวกับพรหม กันก่อน


พรหม มาจากศาสนาพราหมณ์ แต่ พรหม ก็ปนอยู่ในพุทธด้วย เพราะพุทธ เกิดในยุคของพราหมณ์ ก่อนที่ศาสนาพราหมณ์จะพัฒนามาเป็นศาสนาฮินดู บางทีจึงมีการเรียกรวมกันเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู


ชื่อของศาสนาตั้งตามชื่อของคนที่นับถือ คือ ศาสนาของคนฮินดู


นั่นคือ ฮินดู (Hindu) เป็นชื่อที่เรียกขานกันเองในระยะหลังของคนที่อยู่ตามลุ่มน้ำสินธุของอินเดีย (Sindhu ในภาษาสันสกฤต ออกเสียงเป็น Hindu ในภาษา Proto-Iranian โดย s กลายเป็น h คล้ายกับคนญี่ปุ่นที่ออกเสียง f ไม่ได้ เรียก coffee เป็นโคฮี ต่อมาคนอังกฤษเลยเรียกแม่น้ำนี้ว่า Indus River) เป็นการรวมกลุ่มให้เป็นพวกเดียวกันเพื่อให้เกิดพลัง และเรียกให้ต่างจากพวกอิสลามที่เข้ามารุกราน จนต่อมาเกิดสงคราม ฮินดู-อิสลาม


เมื่อมองย้อนอดีตประเทศอินเดีย ก็น่าสงสารคนของเขาเหมือนกัน ถูกรุกรานอยู่เรื่อยเลย


แรกเริ่มเดิมที คนพื้นเมืองที่เรียกว่าพวกมิลักขะ หรือดราวิเดียน (Dravidian) ก็ถูกคนอารยัน หรืออริยกะ จากเอเซียกลาง รุกเข้ามา อินเดียเป็นหนึ่งในสามเส้นทางที่คนอารยันเคลื่อนไป คือทางตะวันออก อีกสองเส้นทางคือ ทางเหนือ กลายเป็นแขกขาว ชาวเปอร์เซีย หรืออิหร่านในปัจจุบัน และทางตะวันตก บุกเข้าไปในยุโรป จนกลายเป็นฝรั่งผิวขาวไปในทุกวันนี้ ยุคที่หนึ่งนี้ จึงเรียกว่า ‘ยุคอารยัน’


ชาวอารยันมาบุกอินเดีย เขาไม่ได้มาตัวเปล่า แต่นำเอาความเชื่อในเรื่องการนับถือเทพเจ้าเข้ามาด้วย เมื่อผสมผสานกับความเชื่อของชนพื้นเมืองเดิมคือ พวกมิลักขะ ที่เชื่อในดินน้ำลมไฟ และเชื่อว่าเทพเจ้ามีตัวตน อยู่บนเขาพระสุเมรุ หรือภูเขาหิมาลัย จึงมีการปรับศาสนาให้เข้ากับชาวมิลักขะ มีการสร้างเทพปกป้องทั้งสี่ทิศ สำหรับของคู่กันสี่อย่าง คือ เกิด-ดับ มืด-สว่าง จึงมี พระสาวิตรี (เทพอัคนี)สำหรับแสงสว่าง พระวิรุณ สำหรับฝน (ฟ้ามืด) พระยม (ยมบาล) ทำลายชีวิต และพระอินทร์ ผู้สร้างทุกอย่าง


สังเกตนะครับว่า พระอินทร์ เคยยิ่งใหญ่ เป็นพระผู้สร้างก่อนพระพรหม ต่อมาตกอันดับ กลายเป็นเทพชั้นรองไป แต่คงเคยได้ยินคำเปรียบเปรยในสำนวนไทยโบราณ เวลาที่ไม่สนว่าเป็นใครมาจากไหน จะบอกว่า ‘ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม’


เมื่อมีการสร้างเทพมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมีการแบ่งประเภท เป็นเทพบนโลก ในอากาศ และบนสวรรค์


ต่อมา เมื่อมีเทพเยอะขึ้นไปอีก จึงมีการสร้างเทพองค์ใหม่ ให้เป็นสุดยอดของเทพขึ้น คือ ‘พระพรหม’ เกิดขึ้นในยุคที่สองนี่เอง และผู้คนก็เริ่มแบ่งหน้าที่กัน จึงเริ่มมีการแบ่งชนชั้น แยกพวกนักรบและกษัตริย์ออกจากชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรชาวไร่ชาวนา พวกนักบวช พราหมณ์ ปุโรหิต ก็ทำพิธีกรรม บูชาเทพ จัดทำบทสวด หรือ พระเวท (Veda) ซึ่งทำขึ้นมาสามคัมภีร์ เรียกว่าไตรเพท (สามเวท) ยุคที่สองนี้จึงเรียกว่า ‘ยุคพระเวท’


พัฒนาการของการแบ่งงานกันทำ จนเป็นการแบ่งชนชั้นทั้งสามของชาวอารยัน สุดท้ายทำให้เกิดการแบ่งเป็นสี่วรรณะ อันเป็นผลของการรุกเข้ามาในอินเดียของชาวอารยัน คนพื้นเมืองดั้งเดิม จึงถูกผลักไปเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงาน คืออยู่ล่างสุด และพราหมณ์เริ่มมีอำนาจทางการเมือง แถมยังผูกขาดการติดต่อกับเทพเจ้า ยุคที่สามนี้จึงเรียกว่า ‘ยุคพราหมณะ’


ยุคนี้มีการออกบวชกันเยอะ จนเกิดลัทธิใหม่มากมาย คัมภีร์แปลกๆ ก็เกิดขึ้นมาในยุคนี้ เช่น คัมภีร์อารัณยกะ หรือ ‘คู่มือการเป็นฤาษี’


เมื่อพระพรหมเริ่มไม่ ‘ตอบโจทย์’ ของชาวบ้านส่วนใหญ่ เพราะ คนทางใต้ที่เป็นชาวประมง บูชาเทพแห่งท้องทะเล ส่วนทางเหนือบูชาเทพแห่งภูเขา ยุคที่สามนี้จึงมีการสร้างเทพผู้เป็นใหญ่อีกสององค์ คือ พระศิวะ แห่งเขาพระสุเมรุ และพระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ แห่งท้องทะเล กลายเป็นเทพสามองค์ หรือ ‘ตรีมูรติ’ (Trimurti) โดยมีหลักการว่า


พระพรหม (Brahma) เป็นผู้สร้าง (Creator)


พระนารายณ์ หรือพระวิษณุ (Vishnu) เป็นผู้รักษา (Preserver)


พระอิศวร หรือพระศิวะ (Shiva) เป็นผู้ทำลาย (Destroyer)


ตรงกับคติที่เราคุ้นชินคือ ‘เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป’


ถึงจะมีเทพสามองค์ แต่ก็ยังมีการแบ่งสายอยู่ดี ทำนองว่า จะให้ใครใหญ่กว่าใคร และหนีไม่พ้นที่ พระพรหม ซึ่งเคยเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวอยู่ก่อนนั้น ต้องถูกเกทับจากเทพรุ่นหลัง เช่นพวกที่บูชาว่าพระศิวะเป็นผู้ที่ใหญ่สุด เพราะถือว่าพระศิวะสร้างพระพรหม ส่วนพวกที่บูชาพระนารายณ์ ก็สร้างเรื่องว่า พระพรหมเกิดจากสะดือพระนารายณ์ กลุ่มที่เหลือ บูชาให้พระพรหมเป็นผู้ที่ใหญ่สุด เพราะเป็นผู้เกิดเอง (สยมภู)


ยุคที่สามนี้ นอกจากจะมี ‘พราหมณ์-กษัตริย์-แพทย์ (ที่ไม่ใช่หมอ)’ ก็เพิ่ม กลุ่มคนใช้แรงงาน จากคนพื้นเมือง คือ ‘ศูทร’ เข้ามาด้วย รวมเป็นสี่วรรณะ โดยเปรียบเทียบมาจากร่างกายทั้งสี่ส่วนของพระพรหม คือ หัว-ตัว-แขน-ขา และเดิมพระเวทมีอยู่สามคัมภีร์ ก็เพิ่มอาถรรพเวทขึ้นมาอีกหนึ่งในยุคนี้ ครบสี่คัมภีร์ คือ


ฤคเวท - เรื่องเทพ (ทุกองค์)

สามเวท - สวดสรรเสริญบูชาเทพ

ยชุรเวท - เรื่องคน (การประกอบพิธีบูชายัญและบวงสรวงต่างๆ)

อาถรรพเวท - สวดเวทมนตร์ให้ดีให้ร้ายคน (คาถาอาคม)


ถ้าลากเส้น 2 เส้น เป็นกากบาท แกนนอนแบ่งบนล่าง เป็นเทพกับคน แกนตั้งแบ่งซ้ายขวา เป็นเรื่องราวและการสวด ก็จะได้สี่ช่องครบสี่คัมภีร์พอดี คือ


ฤคเวท | สามเวท

_____________________

ยชุรเวท | อาถรรพเวท


ต่อมาเป็นยุคที่สี่ เรียกว่า ‘ยุคฮินดู’ เพราะคนเริ่มไม่เชื่อ ต้องมีการปรับเปลี่ยน มีการอธิบายขยายความพระพรหมเพื่อให้เป็นพระผู้สร้างที่ชัดเจนขึ้น กล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั่วทั้งจักรวาลนี้กำเนิดมาจากพรหม (แต่ถ้าถาม สตีเฟน ฮอกกินส์ อาจจะได้คำตอบว่า ก็คือ ‘big bang’ นั่นยังไง ส่วนเหลาจื้อ อาจจะบอกว่า ‘ขอเรียกว่าเต๋าไปพลางๆก่อน’) วิญญาณมาจากพระพรหม สุดท้ายก็จะกลับไปสู่พรหม เมื่อได้พบหนทาง ‘โมกษะ’ คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด


เพื่อหาหนทาง ‘โมกษะ’ ผู้คนแสวงหาการหลุดพ้น จึงเกิดเป็นยุคที่ห้า คือ ยุคออกบวช หรือ ‘ยุคอุปนิษัท‘ เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ทรงประสูติในยุคนี้ จนเกิดมีพระพุทธศาสนาขึ้นมา ซึ่งถึงแม้จะมีเป้าหมายของการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเหมือนกัน แต่ของศาสนาพุทธเรียกว่า ‘นิพพาน’ ส่วนศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเรียกว่า ‘โมกษะ’ กลับไปสู่พรหม


ยุคที่ห้า หรือยุคอุปนิษัทนี้ มีการออกบวช บำเพ็ญตบะ เกิดศาสนาใหม่ เช่นศาสนาเชน และลัทธิแปลกๆ เช่นลัทธิชีเปลือย รวมทั้งเกิดวรรณกรรมที่โด่งดัง คือ ‘มหาภารตะ’ ของฤาษีกฤษณะ และ ‘รามายณะ ‘ ของฤาษีวาลมิกิ ต้นเรื่อง ‘รามเกียรติ์’ ที่เรารู้จักกันดี


ยุคที่หก ต่อมา เรียกว่า ‘ยุคศูทร‘ มีการต่อเติมมหาภารตะออกไป และสร้างตำราเรียน ย่อจากพระเวท


ที่น่าสนใจคือยุคที่เจ็ด ‘ยุคอวตาร‘ เพราะศาสนาพราหมณ์เริ่มเสื่อมลง ศาสนาพุทธเริ่มขยายมากขึ้น จึงต้องสร้างเรื่องให้พระนารายณ์อวตาร ลงมาปราบยุคเข็ญ ช่วยมวลมนุษยชาติ โดยกล่าวว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระนารายณ์อวตารปางที่เก้า


เมื่อศาสนาพราหมณ์เสื่อมลงเรื่อยๆ เข้าสู่ยุคที่แปด เรียกว่า ‘ยุคเสื่อม‘ พระพรหม ได้รับความนิยมน้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งเสื่อมลงไปอีก ส่วนทางเหนือก็แยกนิกายไปเป็น ไศวะนิกาย (พระศิวะ) ทางใต้เป็นไวษณนิกาย (พระวิษณุ) มีการพยายามรวมเทพทั้งสามขึ้นมาใหม่อีก จึงเกิดสัญลักษณ์"โอม" อันเป็นสัญลักษณ์รวมของเทพทั้งสามขึ้นมา


การเสื่อมของศาสนาในอินเดียนั้น เกิดกับศาสนาพุทธด้วย อันเป็นเหตุมาจากการรุกราน ช่วงที่อินเดียถูกปกครองโดยอิสลามนั้น พุทธก็ถูกกวาดเกลี้ยง ชาวฮินดูจึงรวมตัวกันฟื้นฟูศาสนาฮินดูขึ้นมาใหม่ เพื่อสู้กับอิสลาม ยุคที่เก้านี้จึงเรียกว่า ‘ยุคฟื้นฟู‘ มีการปรับปรุงให้มีเหตุผลมากขึ้น ส่วนศาสนาพุทธและศาสนาเชนหายไปจากอินเดีย


ความขัดแย้งระหว่างฮินดูกับอิสลามลงเอยด้วยการเกิดศาสนาใหม่ คือศาสนาซิกข์ในแคว้นปัญจาบ ที่รวมหลักการของความสามัคคี ความเสมอภาค และความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเข้าด้วยกัน จึงอยู่กันได้อย่างสันติสุข แม้เทพเจ้าต่างกันแต่มีเทพเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว (คือจะเรียกชื่ออย่างไรก็แล้วแต่) ถ้าภักดีก็หลุดพ้นจากทุกข์ ถ้าไม่ภักดีก็ตกนรก ยุคนี้จึงเรียกว่า ‘ยุคภักดี‘ นับเป็นยุคที่สิบที่ยาวนานมาถึงปัจจุบันนี้


มาถึงคำถามว่า ทำไมพระพรหมถึงมีสี่หน้า


ตามคติของพราหมณ์นั้น เขาหมายถึงพระเวททั้งสี่ ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น


แต่คติของชาวพุทธ หมายถึงธรรมะสี่ประการ ที่พึงมีในจิตใจของพ่อแม่ ที่เปรียบประดุจพระพรหมของลูก หรือเจ้านายที่เหมือนเป็นพระพรหมของลูกน้อง หรือจะขยายไปให้สำหรับทุกคนเลยยิ่งดี จะได้มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นกันทุกคน


ธรรมะสี่ประการนี้ เกี่ยวเนื่องกับการแบ่งแยกสองเรื่อง แต่ละเรื่องแยกเป็นสอง ถึงได้กลายเป็นสี่ ดังนี้คือ สุข-ทุกข์ และ ทำให้เขา-ทำใจเรา


ถ้าเราตีเส้นสองเส้น นอนและตั้ง เป็นกากบาท (อีกแล้ว) จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสี่ส่วน บนซ้าย-บนขวา-ล่างซ้าย-ล่างขวา


เส้นตั้ง แบ่ง ซีกซ้ายเป็นเรื่องความสุข ซีกขวาเป็นเรื่องความทุกข์


เส้นนอน แยกด้านบนเป็นเรื่องทำให้คนอื่น ด้านล่างเป็นเรื่องทำใจตัวเราเอง


ถ้าเติมคติธรรมทั้งสี่ประการลงไปในแต่ละช่อง คือ…


เมตตา | กรุณา

______________

มุทิตา | อุเบกขา


ก็จะรู้ความหมายทันทีว่า…


เมตตา คือ การทำให้คนอื่นเป็นสุข

กรุณา คือ การทำให้คนอื่นพ้นทุกข์

มุทิตา คือ ทำใจยินดีเมื่อคนอื่นเป็นสุข

อุเบกขา คือ ทำใจนิ่งเมื่อคนอื่นรับทุกข์


การให้เด็กกินขนม (เด็กไม่หิว) คือ เมตตา

เด็กหิว ให้กินข้าว คือ กรุณา

เด็กสอบได้ ยินดีด้วย คือ มุทิตา

เด็กสอบตก ทำใจนิ่ง (ไม่โวยวาย) คือ อุเบกขา


ดังนั้น บิดา มารดา ถึงจะไม่ได้สร้างโลก แต่สร้างลูก ถึงได้มี พรหมวิหารสี่ ไงครับ


... @_@ ...

Ref:
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Brahma