พายุปาบึก
6 มกราคม 2562

เพิ่งผ่านวันปีใหม่มาสดๆร้อนๆ จึงขอสวัสดีปีใหม่กันอีกรอบ ขอให้ สุโข สโมสร ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ กันทุกท่านทุกคน นะครับ


ปีใหม่นี้ได้มีลุ้นระทึก เพราะพายุโซนร้อน “ปาบึก” มาเขย่าด้ามขวานของไทย ถึงแม้ว่าขณะนี้จะลดระดับความรุนแรงลงเป็นพายุดีเปรสชั่นแล้วก็ตาม


“ปาบึก” (pabuk) เป็นหนึ่งในสิบของชื่อพายุ จากลาว ชื่อทั้งสิบก็คือ บอละเวน-ปาบึก-ฟานทอง-จำปี-หีนหนามหน่อ-หลี่ผี-ฟ้าใส-จันหอม-น้ำเทิน-ปาข่า


ชื่อพายุหมุนเขตร้อน แถบตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก (แถบเรานี่แหละ) มีอยู่ 140 ชื่อ เรียก วนไปวนมา โดยรวบรวมจาก 14 ชาติ ชาติละสิบชื่อ รวมทั้งไทยเราด้วย คือ พระพิรุณ-วิภา-เมขลา-นิดา-กุหลาบ-มังคุด-บัวลอย-อัสนี-ชบา-ขนุน


อาจจะมีบางคนสงสัยว่า แล้วพายุรามสูรของไทยเรา หายไปไหน เพราะเคยอยู่คู่กันกับเมขลา ซึ่งในอดีตโด่งดังจากการที่ไปถล่มฟิลิปปินส์กับจีนซะยับเยิน


ก็เพราะความที่ไปถล่มเขาเสียเละนี่แหละ จึงถูกถอดออก แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า “บัวลอย” เช่นเดียวกับ “มรกต” ก็ถูกถอดออกเช่นเดียวกัน เพราะไปถล่มไต้หวัน จนต้องตั้ง “อัสนี” ขึ้นมาแทน (ที่จริง “มรกต” นี่ก็เป็นมวยแทนตั้งแต่แรก เนื่องจากชื่อเดิมคือ “หนุมาน” ถูกประท้วงจากอินเดีย ด้วยเหตุผลทางศาสนา ก็เลยต้องเปลี่ยนเป็น มรกต)


ความแปลก ที่รู้แล้วก็ไม่แปลกอีกอย่าง คือ พายุหมุนที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร เช่นเดียวกับ “ปาบึก” นี่แหละ จะหมุนทวนเข็มนาฬิกาเสมอ ส่วนพายุหมุนแถวๆซีกโลกใต้ เช่นแถบออสเตรเลีย จะหมุนตามเข็มนาฬิกา


คนช่างคิด อาจจะถามว่า แล้วพายุกลางมหาสมุทร พอเคลื่อนผ่านเส้นศูนย์สูตร มันจะหยุดพวงมาลัย แล้วหมุนกลับทางได้อย่างไร


คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ เพราะพายุหมุน จะไม่เกิดที่เส้นศูนย์สูตร แต่จะเกิดขึ้นที่เส้นรุ้งเกินกว่า 5 องศาขึ้นไปเท่านั้น และการเคลื่อนตัว จะไปทางตะวันตก แล้วค่อยๆเคลื่อนไปทางขั้วโลก ดังนั้น ซีกโลกเหนือ เช่นแถบบ้านเรา จะเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนซีกโลกใต้จะเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือห่างเส้นศูนย์สูตรออกไปทุกที ดังนั้น จึงไม่มีการล้ำเส้นเด็ดขาด โดยไม่ต้องมีไลน์แมนมาคอยโบกธง


การที่มันเคลื่อนที่ไปตะวันตกทางเดียว อาจมีบางคนเดาว่า เป็นเพราะโลกหมุนจากตะวันตกมาตะวันออกหรืออย่างไร


เดาถูกครับ ดังนั้นของที่พัดไปไหลมาได้ เช่นลม และน้ำ บนพื้นผิวโลก มักจะเคลื่อนจากตะวันออกไปตะวันตก เช่น ลมสินค้า (trade wind) หรือกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทร และในกรณีของพายุหมุน ซึ่งจะเกิดในมหาสมุทร ก็จะวิ่งไปทางตะวันตกเช่นกัน


แล้วเรื่องการหมุนทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ กับหมุนตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้ล่ะ


ก็เป็นเรื่องเดียวกันคือผลจากโลกหมุนเหมือนกันครับ ทำให้เกิดอาการ “เป๋ขวา” ในซีกโลกเหนือ หรือ “เป๋ซ้าย” ในซีกโลกใต้ ซึ่งอาการอย่างนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “coriolis effect” ตามชื่อของนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส ที่ชื่อว่า Gaspard-Gustave de Coriolis


พวกที่ยิงปืนใหญ่ หรือขีปนาวุธพิสัยไกล ต้องเรียนรู้อาการอย่างนี้ให้ดี จะได้ไม่พลาดเป้า


ถ้าจินตนาการว่า เราไปอยู่นอกโลก ด้านขั้วโลกเหนือ เมื่อมองลงมาจะเห็นว่าโลกหมุนทวนเข็มนาฬิกา โดยที่ขอบ คือแถวเส้นศูนย์สูตร จะเคลื่อนที่เร็วกว่าบริเวณที่ใกล้ขั้วโลกเข้ามา เพื่อให้เห็นภาพ (อย่างเว่อร์หน่อย) ถ้าจะยิงจรวดจากฟิลิปปินส์เล็งไปที่เกาหลีเหนือ จรวดที่ขึ้นจากฟิลิปปินส์มีแรงเฉื่อย (inertia) จากการหมุนของโลกจากทิศตะวันตกไปตะวันออก ทำให้มันค่อยๆเป๋ไปทางตะวันออก พลาดเป้าไปจากเกาหลีเหนือซึ่งอยู่ใกล้ขั้วโลกมากกว่าจึงหมุนไปทางตะวันออกช้ากว่าฟิลิปปินส์ จรวดอาจจะ “เป๋ขวา” ไปตกที่ญี่ปุ่นก็ได้


และถ้าวัตถุโดยรอบพยายามเคลื่อนเข้าสู่จุดศูนย์กลางโดยมีการ “เป๋ขวา” ก็จะเกิดการหมุนวน “ทวนเข็มนาฬิกา”


ตัวอย่างขนาดเล็กคืออ่างซิงค์ที่ใช้ล้างจาน แต่มันก็เล็กมากเกินไป เมื่อเทียบกับการหมุนของโลก ถ้ามีการกระตุ้นให้หมุนไปด้านไหน มันก็ไปด้านนั้น


แม้กระนั้นก็ยังมีคนอยากรู้ เลยต้องทำสิ่งที่ใหญ่กว่าอ่างล้างจานหน่อย โดยลงทุนหาแนวร่วม คนหนึ่งอยู่ที่อเมริกา (ซีกโลกเหนือ) อีกคนอยู่ที่ออสเตรเลีย (ซีกโลกใต้) ทดลองเหมือนกัน โดยเอาน้ำใส่แผ่นพลาสติกขนาดยักษ์ ที่ทำเป็นรูปถาด (เหมือนกับที่บางครอบครัวซื้อสระอาบน้ำทำด้วยพลาสติกเป่าลม มาให้เด็กเล่นน้ำที่บ้าน) มีรูสำหรับปล่อยน้ำทิ้งอยู่ตรงใจกลาง เขาไม่ใช่วิธีดึงปลั๊กที่อุดรูน้ำทิ้ง เพราะจะทำให้น้ำกระเพื่อม แต่ใช้วิธีต่อท่อน้ำทิ้งออกไปโดยใส่วาล์วไว้ เขาตั้งทิ้งไว้เป็นวัน ให้น้ำนิ่ง แล้วจึงเปิดวาล์วน้ำทิ้ง เพื่อดูว่า น้ำไหลออก หมุนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา ด้วยการหยดสีลงไปบนผิวน้ำ จะได้เห็นชัดๆ


ผลปรากฏว่า ที่ออสเตรเลีย (ซีกโลกใต้) น้ำทิ้งหมุนตามเข็มนาฬิกา และ ที่อเมริกา (ซีกโลกเหนือ) หมุนทวนเข็มนาฬิกา ตรงตามทฤษฎีเป๊ะ๊ะ


พายุหมุนก็เหมือนกัน ตรงกลาง หรือ “ตา” ของมัน จะมีความกดอากาศต่ำ อากาศส่วนนี้จะลอยขึ้นสูง อากาศเย็นรอบๆ จะไหลเข้ามาจากทุกด้าน แต่ “เบี่ยงขวา” ในซีกโลกเหนือ ทำให้เกิดพายุหมุนแบบทวนเข็มนาฬิกา ส่วนซีกโลกใต้ก็กลับกันัน


ในแง่ของพลังงาน ตัวป้อนพลังงานให้พายุหมุน ก็คือกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรนั่นเอง จะสังเกตว่า ถ้ามันขึ้นบก การป้อนพลังงานถูกตัดขาด มันจึงค่อยๆลดระดับความรุนแรงลงเรื่อยๆ


นักวิทยาศาสตร์ประมาณการว่าพายุหมุนเขตร้อน เพียงลูกเดียว แพร่พลังงานความร้อนออกในอัตรา 50 ถึง 200 ล้านล้านล้านจูล (สิบยกกำลังสิบแปดจูล) ต่อวัน เทียบเท่ากับประมาณ 1 พันล้านล้านวัตต์ (สิบยกกำลังสิบห้าวัตต์) หรือประมาณ 70 เท่า ของพลังงานที่มนุษย์ทั้งโลกใช้ทั้งหมดรวมกัน หรือถ้าเทียบกับโรงไฟฟ้าที่มนุษย์สร้างขึ้นมารวมกันทั้งโลก ยังสู้พายุหมุนเพียงลูกเดียวไม่ได้ เพราะพลังมากกว่าถึง 200 เท่า หรือเท่ากับระเบิดปรมาณูขนาด 10 เมกะตัน ระเบิดทุกๆ 20 นาที!


คิดไปคิดมา นี่ถ้าหากว่าสามารถเอาพลังงานจากพายุมาปั่นไฟได้ละก้อ เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันลมที่มนุษย์สร้างนั้น กลายเป็นของเด็กเล่นไปเลยนะครับ


... @_@ ...

Ref:
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Tropical_cyclone